วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560
วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2559
การเตรียมความพร้อมเข้าสู่มหาวิทยาลัย
เตรียมความพร้อมก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัย
ฤดูกาลของการเปลี่ยนแปลง เพื่อต้อนรับนักศึกษารุ่นใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ต้องถือว่าเป็นช่วงของการปรับตัวครั้งสำคัญในชีวิตการเป็นนักเรียน เพราะนอกจากจะเป็นการเปลี่ยนสถานะจากที่เคยเป็นเด็กน้อยนักเรียน วัยกระโปรงบานขาสั้น
มาเป็น นิสิตนักศึกษากันแล้ว ก็ยังถือว่าได้เวลาของความรับผิดชอบและการเรียนอันหนักหน่วงอีกด้วย
สิ่งที่สำคัญที่สุดและแตกต่างจากชีวิตในวัยนักเรียนอย่างชัดเจน ก็เห็นจะเป็นเรื่องของความรับผิดชอบ ที่ต่อไปนี้ น้องๆ จะต้องรู้จักรับผิดชอบตัวเองให้มากขึ้น ว่ากันตั้งแต่ การลงทะเบียนเลยทีเดียว เพราะวิชาที่เราจะเลือกเรียนนั้น จะแบ่งเป็น 2 หมวดใหญ่ๆ อันได้แก่วิชาบังคับ และวิชาเลือก ซึ่งส่วนที่เป็นวิชาเลือกนี้เอง ที่เราจะต้องจัดตารางเรียนให้ลงตัวให้ได้ ไม่ใช่จะดูกันแค่เวลาเรียนไม่ชนกับวิชาอื่นเท่านั้น ยังต้องดูไปถึงวันสอบในช่วงต่างๆ ของเทอมด้วย ในแต่ละวิชานั้นก็จะเปิดรับนักศึกษาในจำนวนที่จำกัดแตกต่างกันไป ดังนั้น อาจจะต้องอาศัยความว่องไว ใครลงก่อนได้ก่อน ก็อย่างที่บอกว่าไม่ใช่เล่นๆ เหมือนตอนมัธยมอีกแล้วล่ะจ้า
หลักการในการเลือกวิชาในหมวดวิชาเลือกนี้ ก็ให้เลือกเรียนในวิชาที่เรามีความสนใจหรือความถนัดเป็นหลัก เพราะสิ่งที่เราชอบเราก็มักจะทำได้ดี บางคนเลือกตามเพื่อนสนิทแต่พอไปนั่งเรียนจริงๆ แล้วเกิดไม่ชอบ หรือไม่มีความถนัดก็อาจจะทำให้ไม่อยากเรียน และอาจจะตามคนอื่นไม่ทัน ลองนึกถึงเวลาที่เราต้องนั่งเรียนอยู่ในห้องวิชาที่เราไม่ชอบเอาเลย สมัยที่โดนบังคับเรียนในโรงเรียนสิ มันเคยทรมานเช่นไร มันก็จะไม่แตกต่างกันเลย เพราะฉะนั้น ตอนนี้เรามีโอกาสเลือกสิ่งที่เราจะเรียนด้วยตัวเองแล้ว ก็เลือกดีๆ เลือกอย่างมีเหตุผล
และก็อย่าลืม ตามวันสอบ ตามอ่านประกาศต่างๆ ของทางคณะไว้อย่าให้ขาด เพราะเราอาจจะพลาดกำหนดการอะไรบางอย่างไป เรียกว่า ต้องเปิดหูเปิดตาให้กว้างเข้าไว้ เพราะใครๆ ก็ใหม่กันทั้งนั้น หวังพึ่งเพื่อนก็คงพอได้บ้าง แต่ว่าเราก็ต้องเอาตัวเองเป็นที่พึ่งหลักเป็นสำคัญ
เพราะนอกจากเรื่องเรียนแล้ว จะมีบรรดากิจกรรมสำหรับน้องใหม่อีกมากมาย ถาโถมเข้ามาอย่างตั้งตัวกันแทบจะไม่ติด ไหนจะแข่งกีฬา ทั้งในคณะ นอกคณะ งานประเพณีต่างๆ กิจกรรมชมรม ถึงตรงนี้ ต้องแบ่งเวลาให้ดี รับผิดชอบตัวเองว่า เวลาไหนเราต้องทำอะไร จัดวางระหว่างเรื่องเรียนกับกิจกรรมให้ลงตัว อย่าให้พลาด เพราะไม่อย่างนั้น จะลำบากในตอนหลัง เพราะมัวแต่เอาเวลาไปทำกิจกรรม จนอ่านหนังสือไม่ทัน มีผลไปถึงการสอบ อันนี้ต้องระวังนะจ๊ะ
เรื่องของการคบเพื่อนก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตมหาวิทยาลัยด้วยเช่นกัน เหมือนเป็นเรื่องใกล้ตัว ที่บางทีเราก็ลืมคิดว่ามันมีผลต่อชีวิตการเรียน การใช้ชีวิตของเราอีกหลายปีข้างหน้าไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะอย่างที่คำโบราณกล่าวไว้ “คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิต พาไปผล” เรื่องนี้นั้นจริงแท้ทีเดียว การเลือกคบเพื่อนที่ดีนั้น ก็จะพากันไปในทางที่ดี และจะมีส่วนช่วยกันตั้งแต่การเรียนไปจนถึงเรื่องกิจกรรม แต่ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าให้เราไปหวังพึ่งเพื่อนเอา 100% เห็นจะไม่ได้ เพื่อนช่วยได้ แต่เราก็ต้องช่วยตัวเราเองด้วย เพื่อนมักจะเป็นส่วนสำคัญในการเติมเต็มส่วนที่เราตกหล่น เหมือนช่วยกันเป็นหูเป็นตา ใครเขาทำอะไร กันที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ ถ้าเราตามไม่ทัน แต่เพื่อนทัน ก็ยังช่วยกันแก้ไขหรือติดตามอะไรๆ ได้ทันท่วงที แต่ถ้าเจอเพื่อนที่ไม่ดี นอกจากจะไม่ได้ช่วยเหลือกันแล้ว ยังพาเราเหลวไหลไปนอกลู่นอกทาง อันนี้ บอกได้เลยว่าไม่เวิร์คค่ะ
และจากวันนี้ไป ก็ตั้งหน้าตั้งตากอบโกยประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด เพราะบอกได้เลยว่า ไม่มีช่วงไหนของชีวิตที่จะสดใส และมันส์ได้เท่าช่วงเรียนมหาวิทยาลัยอีกแล้ว ทั้งเรียนทั้งเล่นจัดตารางชีวิตให้ดี แล้วก็อย่าลืมเก็บเอาความสำเร็จไปให้คนที่บ้านชื่นชมด้วยนะเออ ยังมีคนที่คอยให้กำลังใจเราอีกหลายคน ก็เหลือแต่เราเท่านั้น ที่ต้องรู้จักหน้าที่ในการรับผิดชอบตัวเองให้ดีที่สุด ไม่ยากสักนิด เป็นกำลังใจให้อีกแรงจ้า
เตรียมความพร้อมก่อน Admission
ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และมีนาคมนี้คงจะเป็นเวลาสำคัญของน้องๆ มัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่จะต้องเข้าสู่สนามสอบครั้งสำคัญอีกครั้ง นั่นคือการคัดเลือกเพื่อเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งในปัจจุบันนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมากพอสมควร เพื่อให้ได้นักศึกษาที่มีความสามารถเหมาะสมกับสาขาวิชาที่เลือกเรียน การสอบเพื่อวัดความสามารถทางวิชาชีพจึงมีผลต่อการสอบมากยิ่งขึ้น นั่นก็คือการสอบวัดระดับ GAT และ PAT นั่นเอง
เพื่อให้น้องๆ ได้เตรียมตัวกันก่อนการสอบ อุทยานการเรียนรู้ TK park จึงได้จัดกิจกรรม TK Talk เตรียมสอบ GAT, PAT และ O-Net อย่างมั่นใจ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมี ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ หรือสทศ. เป็นวิทยากรมาให้ความรู้กับพ่อ-แม่ ผู้ปกครอง และน้องๆ ที่กำลังเตรียมตัวสอบ Admission ในปีนี้ และปีต่อๆ ไป
วันนั้นน้องๆ ที่เข้าฟังจะเป็นผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และกำลังจะขึ้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ศ.ดร.อุทุมพร จึงขอเน้นไปที่การให้ความรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวเพื่อสอบ GAT และ PAT เพื่อให้น้องๆ ได้เตรียมตัวเพื่อใช้ในปี 2553 ซึ่งจะเป็นการสอบ Admissionระบบใหม่เต็มตัว
ตามความหมายแล้ว Admission ไม่ใช่การสอบเหมือนกับการ Entrance แต่เป็นระบบการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐทั้ง 23 แห่ง ซึ่งเดิมมี 21 แห่ง แต่ภายหลังเพิ่มมหาวิทยาลัยนครพนม และมหาวิทยาลัยนราธิวาส เข้ามาอีกจึงเป็น 23 แห่งที่เป็นระบบปิด ไม่รวมมหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช ที่เป็นมหาวิทยาลัยเปิด และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ที่รับปริญญาโท ซึ่งเป็น 3 แห่งที่ไม่ต้องใช้ระบบ Admission ในการเข้าศึกษาต่อ (รวมแล้วมหาวิทยาลัยของรัฐบาลมีทั้งหมด 26 แห่ง)
การคัดเลือกด้วยวิธี Admission คือการคัดเลือกโดยการสอบ และรู้ผลคะแนนก่อนจึงเริ่มรับสมัครเพื่อเลือกคณะที่ต้องการ ต่างกับการสอบ Entrance ที่จะเลือกคณะก่อน แล้วจึงสอบวัดผล ซึ่งในระบบ Entrance นั้นนักเรียนจะไม่ทราบความสามารถของตัวเอง และเลือกแต่คณะตามแฟชั่นนิยม ทำให้นักศึกษามหาวิทยาลัยไม่ได้คุณภาพเท่าที่ควร จึงได้มีการประกาศใช้ระบบ Admission ล่วงหน้า 3 ปี เพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนของนักเรียนที่กำลังสอบเข้าในช่วงเวลานั้น โดยระบบ Admission จะมีการอ้างอิงผลการเรียนตลอดระดับชั้นมัธยม (คะแนนGPA และ GPAX) รวมไปถึงการวัดความถนัดทางด้านวิชาเฉพาะต่างๆ ซึ่งเราเคยได้รู้จักกันในการสอบ O-Net และ A-Net นั่นเอง
เทคนิคเตรียมตัวสอบให้พร้อมรับมือ Admissions
เทคนิคเตรียมตัวสอบให้พร้อมรับมือ Admissions
คำว่าพร้อมนั้น สภาพที่น้องๆมีความมั่นใจอย่างเต็มที่ในเรื่องนั้นๆ แต่ปัญหาก็คือ เมื่อไหร่เราจะพร้อม เนื่องจากเวลาของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากันดังนั้นพี่ก็จะมาบอกวิธีการเตรียมตัวเข้ามหาลัยโดยแบ่งตามระยะเวลากันครับ ซึ่งถ้าเป็นไปได้น้องๆที่ยังไม่ขึ้น ม.6 ก็ขอให้ตั้งใจอ่านให้ดีนะ
มีเวลาเตรียมตัวสอบ 1-2 ปี
ถ้าน้องเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่ ม.4 ก็อยู่ในช่วงนี้ครับ ถือว่าเป็นช่วงการเตรียมตัวที่ดีมาก เพราะระยะเวลาเรียกได้ว่าเหลือเฟือเลยทีเดียว สิ่งแรกที่น้องต้องทำคือ เลือกเส้นทางให้ตัวเองก่อนว่าจะเลือกเดินไปในสายทางอาชีพอะไร หลังจากที่น้องเลือกแล้วน้องก็ต้องไปศึกษาต่อว่าสายที่เราเลือกไปนั้นเราชอบจริงหรือไม่ ซึ่งด้วยเวลาในการเตรียมตัวที่มากจะทำให้น้องสามารถพิจารณาหลายๆสาขาได้เลยครับ
แล้วหลังจากที่ได้สาขาที่ใช่แล้วก็ให้น้องมองหาเส้นทางต่างๆว่า การที่เราจะเข้าไปเรียนที่คณะนี้เราต้องสอบตรงไหนบ้าง มีวิชาอะไร วิชาไหนสำคัญ วิชาไหนยาก แล้วก็ไปถึงขั้นตอนสุดท้ายก็คือการอ่านหนังสือกักตุนไปเรื่อยๆวันละ 1-2 ชั่วโมงหลังเลิกเรียนก็ได้ครับเพราะเวลาเราเยอะไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ
มีเวลาเตรียมตัวสอบ 7-11 เดือน
สำหรับคนที่มีเวลาเตรียมตัวอยู่ในช่วงนี้แสดงว่าน้องเพิ่งขึ้น ม.6 ใช่ไหมครับ สิ่งแรกที่พี่แนะนำเลยก็คือถ้าน้องยังไม่รู้จะเข้าคณะอะไรให้หาคณะที่ตัวเองชอบก่อน โดยอาจจะดูได้จากวิชาที่ถนัด รู้สึกมีความสุขในการเรียนก็ได้ครับ ซึ่งหลายคนอาจจะบอกว่าคิดยังไงก็คิดไม่ออกว่าจะเรียนอะไร คำแนะนำที่พี่จะมอบให้ก็คือ ถึงน้องจะคิดไม่ออกน้องก็ต้องรู้ให้ได้ครับว่าต้องการเรียนอะไรไม่งั้นมันจะกลายเป็นปัญหาเรื้อรังจนเมื่อถึงเวลาใกล้จบ ม.6 น้องจะเครียดและปวดหัวกับเรื่องนี้มากกว่าการที่คิดไม่ออกว่าจะเรียนอะไรในตอนนี้อีกครับ ดังนั้นเราก็ต้องคิดให้ออกว่าอยากเรียนอะไร และหลังจากรู้แล้วก็วางแผนอ่านหนังสือ วางแผนสอบได้เลยครับเวลายังเหลือเฟือ
มีเวลาเตรียมตัวสอบ 5-6 เดือน
ถ้าหากน้องเพิ่งมาตระหนักถึงเรื่องเข้ามหาวิทยาลัยในช่วง 5-6 เดือนสุดท้ายก่อนชีวิตมัธยมจะจบก็ถือว่ายังพอมีเวลาให้ปรับเปลี่ยนอยู่ครับ โดยก็ใช้หลักเดียวกันกับข้ออื่นคือต้องหาให้ได้ก่อนว่าเราต้องการจะเรียนอะไร แต่ปัญหาจะมาอยู่ที่การสอบตรงบางที่ที่เราอยากจะเข้ามักจะผ่านไปแล้วซึ่งทำให้เราเสียเปรียบคนอื่นอย่างมาก จึงทำให้การเริ่มเตรียมตัวด้วยเวลาที่เหลือเพียง 5-6 เดือนนั้นจึงต้องไปหวังแอดกลางเป็นหลักครับ โดยน้องต้องอ่านหนังสือวันละ 2-3 ชั่วโมงเลยในการท่องศัพท์ ฝึกทำแบบฝึกหัดและข้อสอบเก่าครับ แต่ก็ยังโชคดีอยู่ที่ยังพอทันเวลา
มีเวลาเตรียมตัวสอบ 2-3 เดือน
นี่คือช่วงโคม่าที่สุดแล้วครับ หลายคนอาจสงสัยว่าจะมีใครที่ปล่อยให้เวลามาถึงขนาดนี้แล้วค่อยมาเตรียมตัวด้วยเหรอ พี่ตอบได้เลยครับว่ามีแน่นอน แม้กระทั่งพวกที่การสอบจบไปแล้วยังไม่เริ่มเตรียมตัวก็มีครับ ซึ่งการเริ่มเตรียมตัว 2-3เดือนก่อนหมดชีวิต ม.6 ก็ยังถือว่าดีกว่าที่จะไม่สนใจจริงไหมครับ ถ้าหากใครอยู่ในช่วงนี้พี่ก็ขอแนะนำให้อ่านหนังสือแบบสุดๆไปเลยครับก อย่าคิดเด็ดขาดว่าหมดหวังแล้ว เพราะความคิดติดลบนี่แหละที่จะทำให้น้องสอบไม่ติดไม่ใช่ระยะเวลาหรอกครับ ส่วนคำเตือนที่จะบอกอีกข้อก็คือ น้องจะต้องอ่านหนังสือหนักมากๆดังนั้นสิ่งที่ยากที่สุดก็คือการบังคับให้ตัวเองอ่านหนังสือนี่แหละ ดังนั้นก็อย่าขี้เกียจลองฝืนตัวเองสักครั้ง
เคล็ดลับ 7 ขั้นตอนการเตรียมตัวสอบ Admission
1. ค้นหาตัวเอง และคณะที่ตัวเองชอบ : การจะทำอะไรให้มันสำเร็จได้มันต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเป้าหมายของการสอบ Admission ก็คือทำคะแนน GAT/PAT และ O-NET ให้มันดี แต่จริง ๆ แล้วการวางเป้าหมายแค่นั้นมักไม่เพียงพอ เพราะเวลาเราเหนื่อยเราท้อกับการอ่านหนังสือ เราจะเลิกความคิดที่จะทำคะแนนสูง ๆ อีกต่อไป และสาเหตุที่เป็นแบบนี้เพราะเราไม่มีหลักจริง ๆ
Tips: เทคนิคในการค้นหาตัวเอง และคณะที่ตัวเองชื่นชอบ
1) พิจารณาจากบุคลิกภาพและลักษณะนิสัยส่วนตัว
2) พิจารณาจากความสามารถทางด้านวิชาการ
3) หาข้อมูลจากรุ่นพี่ๆประกอบการตัดสินใจ
2. รวบรวมข้อมูล : หลังจากรวบรวมข้อมูลแล้วตัดสินใจได้ว่าอยากเรียนคณะอะไร หรืออยากทำอาชีพอะไรแล้ว คราวนี้เราก็มาหาที่เรียนกันโดยการรวบรวมข้อมูลของคณะที่เราอยากจะเข้า พิจารณาคณะที่เราต้องการในหลาย ๆ มหาวิทยาลัย ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการสมัครว่ามีวิธีการรับทางใดได้บ้าง เพราะในบางคณะจะมีวิธีการรับเข้าหลายวิธีด้วยกัน เช่น การรับตรง (โควต้า) หรือ การใช้คะแนน GAT/PAT รอบแรก นอกจากนั้นบางคณะยังมีภาคภาษาอังกฤษอีกด้วย เราจึงควรรวบรวมข้อมูลโดยอ้างอิงจากข้อมูลปีที่แล้วว่าจะมีการเปิดให้สมัคร และมีการสอบในช่วงใดของปี วิชาที่ใช้สอบและเนื้อหาข้อสอบ เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมดแล้วให้เขียนไว้ในปฏิทินว่าช่วงไหนน่าจะมีอะไรเปิด บ้าง จากนั้นก็คอยติดตามข่าวจาก website คณะหรือมหาวิทยาลัย
3. ทดสอบตัวเอง : เมื่อรู้ข้อมูลวิชาที่ต้องการจะสอบแล้ว ให้ลองทำการจำลองการสอบด้วยตัวเอง จับเวลาให้เหมือนข้อสอบจริง และสอบให้ครบทุกวิชา ย้ำว่าต้องจับเวลาแบบจริงจัง จากนั้นก็ตรวจข้อสอบ แล้วดูคะแนนที่ทำได้ เทียบกับคะแนนต่ำสุดของคณะนั้นๆที่เราต้องการ แน่นอนว่าคะแนนของเราก็มักจะต่ำกว่าคะแนนต่ำสุด เพราะอาจจะมีอีกหลายบทที่ยังไม่ได้เรียน หรือยังไม่ได้ทบทวน คะแนนย่อมน้อยกว่าที่ควรจะเป็น แต่สิ่งที่เราต้องการคือการประเมินว่าเราห่างจากเป้าหมายของเรามากแค่ไหน แล้วอะไรหรือวิชาใดที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าคณะนั้น
4. จัดตารางการอ่านหนังสือ : เมื่อรู้แล้วว่าอะไรคือจุดอ่อนของเรา วิชาใด หรือบทใดที่จำเป็นต่อการสอบ แต่เรายังมีความรู้ไม่แน่นพอ ตอนนี้ก็ถึงเวลาวางตารางการอ่านหนังสือ ระยะเวลาและความหนักเบาของการอ่านหนังสือนั้นไม่สามารถจะกำหนดได้ชัดเจน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเรียนรู้จดจำ และที่ขาดไม่ได้คือต้องประเมินว่าคณะที่เราเลือกมีคู่แข่ง และคะแนนต่ำสุดมากน้อยแค่ไหน การจัดตารางการอ่านหนังสือควรจะวางแผนอ่านหนังสือให้เสร็จ 1 เดือนก่อนวันสอบ เพราะว่า 1 เดือนไม่ควรจะมาทบทวนเนื้อหาแล้ว ควรจะฝึกทำโจทย์จับเวลาและเน้นพัฒนาด้านเทคนิคเท่านั้น
5. ตะลุยข้อสอบ : 1 เดือนก่อนวันสอบจริง ให้เริ่มทำข้อสอบเสมือนจริงและจับเวลาเสมือนจริง อาทิตย์ละ 1 ครั้ง ส่วนวันอื่นๆก็ให้จัดตารางทำข้อสอบเป็นรายวิชาแยกไปแต่ละวัน ทุกๆอาทิตย์ก็ทำการประเมินว่ายังมีตรงไหนที่ไม่กระจ่าง ไม่เคลียร์ ทำการทบทวนและปรึกษาผู้รู้ หรือเพื่อนที่ถนัดวิชานั้นๆ มาช่วยก็ได้
6. ทำใจให้พร้อม : ฝึกสมองมามากแล้ว อย่าลืมฝึกจิตใจ หาเวลานั่งสมาธิเพื่อลดความประหม่า ยิ่งใกล้วันสอบ ยิ่งคณะที่เราเลือกมีการแข่งขันสูง ความประหม่าก็ยิ่งมา ความประหม่าและความเครียดอาจจะทำให้วันสำคัญของเราล้มเหลวได้ ดังนั้นขอให้เชื่อในความรู้และความสามารถของตัวเอง คิดซะว่าผลมันคือเรื่องรอง ความพยายามและความตั้งใจจริงคือสิ่งสำคัญที่สุดในการสอบ
7. เตรียมเอกสารและอุปกรณ์การสอบให้ครบ 1 วันก่อนวันสอบ : เตรียมเอกสาร เหลาดินสอ ปากกา ยางลบ และบัตรประจำตัวต่างๆไว้ในซองใสเตรียมให้ครบก่อนหน้าวันที่จะสอบ อย่าเตรียมของตอนเช้าของวันสอบ ความตื่นเต้น และความลนอาจจะทำให้เราเผลอลืมหยิบสิ่งสำคัญเหล่านี้ได้
Tips: เทคนิคในการค้นหาตัวเอง และคณะที่ตัวเองชื่นชอบ
1) พิจารณาจากบุคลิกภาพและลักษณะนิสัยส่วนตัว
2) พิจารณาจากความสามารถทางด้านวิชาการ
3) หาข้อมูลจากรุ่นพี่ๆประกอบการตัดสินใจ
2. รวบรวมข้อมูล : หลังจากรวบรวมข้อมูลแล้วตัดสินใจได้ว่าอยากเรียนคณะอะไร หรืออยากทำอาชีพอะไรแล้ว คราวนี้เราก็มาหาที่เรียนกันโดยการรวบรวมข้อมูลของคณะที่เราอยากจะเข้า พิจารณาคณะที่เราต้องการในหลาย ๆ มหาวิทยาลัย ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการสมัครว่ามีวิธีการรับทางใดได้บ้าง เพราะในบางคณะจะมีวิธีการรับเข้าหลายวิธีด้วยกัน เช่น การรับตรง (โควต้า) หรือ การใช้คะแนน GAT/PAT รอบแรก นอกจากนั้นบางคณะยังมีภาคภาษาอังกฤษอีกด้วย เราจึงควรรวบรวมข้อมูลโดยอ้างอิงจากข้อมูลปีที่แล้วว่าจะมีการเปิดให้สมัคร และมีการสอบในช่วงใดของปี วิชาที่ใช้สอบและเนื้อหาข้อสอบ เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมดแล้วให้เขียนไว้ในปฏิทินว่าช่วงไหนน่าจะมีอะไรเปิด บ้าง จากนั้นก็คอยติดตามข่าวจาก website คณะหรือมหาวิทยาลัย
3. ทดสอบตัวเอง : เมื่อรู้ข้อมูลวิชาที่ต้องการจะสอบแล้ว ให้ลองทำการจำลองการสอบด้วยตัวเอง จับเวลาให้เหมือนข้อสอบจริง และสอบให้ครบทุกวิชา ย้ำว่าต้องจับเวลาแบบจริงจัง จากนั้นก็ตรวจข้อสอบ แล้วดูคะแนนที่ทำได้ เทียบกับคะแนนต่ำสุดของคณะนั้นๆที่เราต้องการ แน่นอนว่าคะแนนของเราก็มักจะต่ำกว่าคะแนนต่ำสุด เพราะอาจจะมีอีกหลายบทที่ยังไม่ได้เรียน หรือยังไม่ได้ทบทวน คะแนนย่อมน้อยกว่าที่ควรจะเป็น แต่สิ่งที่เราต้องการคือการประเมินว่าเราห่างจากเป้าหมายของเรามากแค่ไหน แล้วอะไรหรือวิชาใดที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าคณะนั้น
4. จัดตารางการอ่านหนังสือ : เมื่อรู้แล้วว่าอะไรคือจุดอ่อนของเรา วิชาใด หรือบทใดที่จำเป็นต่อการสอบ แต่เรายังมีความรู้ไม่แน่นพอ ตอนนี้ก็ถึงเวลาวางตารางการอ่านหนังสือ ระยะเวลาและความหนักเบาของการอ่านหนังสือนั้นไม่สามารถจะกำหนดได้ชัดเจน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเรียนรู้จดจำ และที่ขาดไม่ได้คือต้องประเมินว่าคณะที่เราเลือกมีคู่แข่ง และคะแนนต่ำสุดมากน้อยแค่ไหน การจัดตารางการอ่านหนังสือควรจะวางแผนอ่านหนังสือให้เสร็จ 1 เดือนก่อนวันสอบ เพราะว่า 1 เดือนไม่ควรจะมาทบทวนเนื้อหาแล้ว ควรจะฝึกทำโจทย์จับเวลาและเน้นพัฒนาด้านเทคนิคเท่านั้น
5. ตะลุยข้อสอบ : 1 เดือนก่อนวันสอบจริง ให้เริ่มทำข้อสอบเสมือนจริงและจับเวลาเสมือนจริง อาทิตย์ละ 1 ครั้ง ส่วนวันอื่นๆก็ให้จัดตารางทำข้อสอบเป็นรายวิชาแยกไปแต่ละวัน ทุกๆอาทิตย์ก็ทำการประเมินว่ายังมีตรงไหนที่ไม่กระจ่าง ไม่เคลียร์ ทำการทบทวนและปรึกษาผู้รู้ หรือเพื่อนที่ถนัดวิชานั้นๆ มาช่วยก็ได้
6. ทำใจให้พร้อม : ฝึกสมองมามากแล้ว อย่าลืมฝึกจิตใจ หาเวลานั่งสมาธิเพื่อลดความประหม่า ยิ่งใกล้วันสอบ ยิ่งคณะที่เราเลือกมีการแข่งขันสูง ความประหม่าก็ยิ่งมา ความประหม่าและความเครียดอาจจะทำให้วันสำคัญของเราล้มเหลวได้ ดังนั้นขอให้เชื่อในความรู้และความสามารถของตัวเอง คิดซะว่าผลมันคือเรื่องรอง ความพยายามและความตั้งใจจริงคือสิ่งสำคัญที่สุดในการสอบ
7. เตรียมเอกสารและอุปกรณ์การสอบให้ครบ 1 วันก่อนวันสอบ : เตรียมเอกสาร เหลาดินสอ ปากกา ยางลบ และบัตรประจำตัวต่างๆไว้ในซองใสเตรียมให้ครบก่อนหน้าวันที่จะสอบ อย่าเตรียมของตอนเช้าของวันสอบ ความตื่นเต้น และความลนอาจจะทำให้เราเผลอลืมหยิบสิ่งสำคัญเหล่านี้ได้
6 เทคนิคการอ่านหนังสือเตรียมสอบ
1.ต้องเลิกเที่ยว เลิกดื่ม เลิกสร้างบรรยากาศที่ไม่ใช่การเตรียมสอบ เลิก chat ตอนดึกๆ เลิกเม้าท์โทรศัพท์นานๆ ตัดทุกอย่างออกไป ปลีกวิเวกได้เลย ต้องทำให้ได้ ถ้าไม่ได้อย่าคิดเลยว่าจะสอบติด ฝันไปเถอะ
2.ตัดสินใจให้เด็ดขาด ว่าต่อไปนี้จะทำเพื่ออนาคตตัวเอง บอกเพื่อน บอกพ่อแม่ บอกทุกคนว่า อย่ารบกวน ขอเวลาส่วนตัว จะเปลี่ยนชีวิต จะกำหนดชีวิตตัวเอง จะกำหนดอนาคตตัวเอง เพราะเราต้องการมีอนาคตที่กำหนดได้ด้วยตัวเอง ใช่หรือไม่
3.ถ้าทำ 2 ข้อไม่ได้ อย่าทำข้อนี้ เพราะข้อนี้คือ ให้เขียนอนาคตตัวเองไว้เลยว่า จะเรียนต่อคณะอะไร จบแล้วจะเป็นอะไร เช่น จะเรียนพยาบาล ก็เขียนป้ายตัวใหญ่ๆ ติดไว้ข้างห้อง มองเห็นตลอดเลยว่า “เราจะเป็นพยาบาล” จะเรียนแพทย์ก็ต้องเขียนไว้เลยว่า “ปีหน้าจะไปเหยียบแผ่นดินแพทย์ศิริราช-จุฬา” อะไรทำนองนี้ เพื่อสร้างเป้าหมายให้ชัดเจน
4.เตรียมตัว สรรหาหนังสือ หาอาจารย์ติว หาเพื่อนคนเก่งๆ บอกกับเค้าว่าช่วยเป็นกำลังใจให้เราหน่อย ช่วยเหลือเราหน่อย หาหนังสือมาให้ครบทุกเนื้อหาที่จะต้องสอบ เตรียมห้องอ่านหนังสือ โต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ ให้พร้อม
5.เริ่มลงมืออ่านหนังสือ เริ่มจากวิชาที่ชอบ เรื่องที่ถนัดก่อน ทำข้อสอบไปด้วย ทำแบบฝึกหัดจากง่ายไปยาก ค่อยๆ ทำ ถ้าท้อก็ให้ลืมตาดูป้าย ดูรูปอนาคตของตัวเอง ต้องลงมืออ่านอย่างจริงจัง อย่างน้อยวันละ 10 ชั่วโมง แล้วจะทำได้ไง วิธีการคือ อ่านทุกเมื่อที่มีโอกาส อ่านทุกครั้งที่มีโอกาส หนังสือต้องติดตัวตลอดเวลา ว่างเมื่อไรหยิบมาอ่านได้ทันที อย่าปล่อยให้ว่างจนไม่รู้จะทำอะไร ที่สำคัญอ่านแล้วต้องมีโน้ตเสมอ ห้ามนอนอ่าน ห้ามกินขนม ห้ามฟังเพลง ห้ามดูทีวี ห้ามดูละคร ดูหนัง อ่านอย่างเดียว ทำอย่างจริงจัง
6.ข้อนี้สำคัญมาก หากท้อให้มองภาพอนาคตของตัวเองไว้เสมอ ย้ำกับตัวเองว่า “เราต้องกำหนดอนาคตของตัวเอง ไม่มีใคร กำหนดให้เรา เราต้องทำได้ เพราะไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้” ให้กำลังใจกับตัวเองอยู่เสมอ บอกกับตัวเองอย่างนี้ทุกวัน หากท้อ ขอให้นึกว่า อย่างน้อยก็มีผู้เขียนบทความนี้เป็นกำลังใจให้น้องๆ เสมอ นึกถึงภาพวันที่เรารับปริญญา วันที่เราและครอบครัวจะมีความสุข วันที่คุณพ่อคุณแม่จะดีใจที่สุดในชีวิต ต่อไปนี้ต้องทำเพื่อท่านบ้าง อย่าเห็นแก่ตัว อย่าขี้เกียจ อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เลิกนิสัยเดิมๆ
9 เคล็ยดลับเตรียมตัวสอบให้ได้คะแนนดี
มีความตั้งใจแน่วแน่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง สร้างกำลังใจในการอ่านหนังสือ เอาชนะความเกียจคร้าน
วิเคราะห์ตัวเอง
วิเคราะห์ ว่าเรามีความชอบและมีความถนัดในสาขาวิชาไหน แล้วลองเลือกมาเก็บไว้ 3 อันดับ โดยเลือกตามความถนัดของตัวเอง ไม่เลือกตามเพื่อน ตามใจพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือตามกระแสนิยม
วิเคราะห์ ว่าเรามีความชอบและมีความถนัดในสาขาวิชาไหน แล้วลองเลือกมาเก็บไว้ 3 อันดับ โดยเลือกตามความถนัดของตัวเอง ไม่เลือกตามเพื่อน ตามใจพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือตามกระแสนิยม
วิเคราะห์สาขาวิชาที่จะสอบ
วิเคราะห์ สาขาวิชาที่ชอบนั้นว่าเรามีพื้นฐานความรู้ในสาขานั้นๆมากพอที่จะสอบติดหรือ ไม่ มีเวลาอ่านหนังสือพอหรือเปล่า แล้วสาขาวิชากนั้นมีการแข่งขันสูงแค่ไหน แล้วประเมินตัวเองตามความเหมาะสม ถ้าอันดับ 1 ที่เลือกไว้นั้นเป็นไปไม่ได้ ก็มุ่งไปที่อันดับ 2 หรือ 3
วิเคราะห์ สาขาวิชาที่ชอบนั้นว่าเรามีพื้นฐานความรู้ในสาขานั้นๆมากพอที่จะสอบติดหรือ ไม่ มีเวลาอ่านหนังสือพอหรือเปล่า แล้วสาขาวิชากนั้นมีการแข่งขันสูงแค่ไหน แล้วประเมินตัวเองตามความเหมาะสม ถ้าอันดับ 1 ที่เลือกไว้นั้นเป็นไปไม่ได้ ก็มุ่งไปที่อันดับ 2 หรือ 3
การเตรียมความพร้อม
เตรียม ตัวอ่านหนังสือ หาหนังสือมาให้ครบทุกเนื้อหาที่จะต้องสอบ หาอาจารย์หรือเพื่อนที่คนเก่งๆ มาติว เตรียมห้อง และอุปกรณ์สำหรับการอ่านหนังสือ
เตรียม ตัวอ่านหนังสือ หาหนังสือมาให้ครบทุกเนื้อหาที่จะต้องสอบ หาอาจารย์หรือเพื่อนที่คนเก่งๆ มาติว เตรียมห้อง และอุปกรณ์สำหรับการอ่านหนังสือ
วางแผนการใช้ชีวิต
ลอง ออกแบบชีวิตตัวเองดูว่า ในวันหนึ่งเราจะทำอะไรบ้าง อะไรที่จำเป็นและอะไรที่ไม่จำเป็น พยายามใช้เวลาในการอ่านหนังสือให้มากที่สุด
ลอง ออกแบบชีวิตตัวเองดูว่า ในวันหนึ่งเราจะทำอะไรบ้าง อะไรที่จำเป็นและอะไรที่ไม่จำเป็น พยายามใช้เวลาในการอ่านหนังสือให้มากที่สุด
วางแผนการอ่านหนังสือ
เริ่ม ต้นวางแผนว่าจะเลือกอ่านวิชาไหนก่อน ควรเลือกอ่านวิชาที่ชอบหรือถนัดก่อน เลือกทำข้อสอบหรือแบบฝึกหัดจากง่ายก่อน เพื่อเป็นสร้างกำลังใจในการอ่านวิชาต่อไป ซึ่งต้องวางแผนการอ่านให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่เหลือของการสอบ
เริ่ม ต้นวางแผนว่าจะเลือกอ่านวิชาไหนก่อน ควรเลือกอ่านวิชาที่ชอบหรือถนัดก่อน เลือกทำข้อสอบหรือแบบฝึกหัดจากง่ายก่อน เพื่อเป็นสร้างกำลังใจในการอ่านวิชาต่อไป ซึ่งต้องวางแผนการอ่านให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่เหลือของการสอบ
งดกิจกรรมอื่นๆ ชั่วคราว
สร้าง กฏเหล็กให้กับตัวเอง เช่น เลิกเล่นเกม เลิกเที่ยว เลิกดื่ม เลิกchat msn เลิกเม้น hi5 เลิกคุยโทรศัพท์นานๆ ชั่วคราว แต่อาจผ่อนคลายด้วยการออกกำลังกาย หรือการนั่งสมาธิ
สร้าง กฏเหล็กให้กับตัวเอง เช่น เลิกเล่นเกม เลิกเที่ยว เลิกดื่ม เลิกchat msn เลิกเม้น hi5 เลิกคุยโทรศัพท์นานๆ ชั่วคราว แต่อาจผ่อนคลายด้วยการออกกำลังกาย หรือการนั่งสมาธิ
เทคนิคการอ่านหนังสือ
อย่า ปล่อยให้ตัวเองมีเวลาว่าง อ่านทุกเมื่อที่มีโอกาส พกหนังสือต้องติดตัวตลอดเวลา ว่างเมื่อไรหยิบมาอ่านได้ทันที พยายามจดโน้ตสาระสำคัญไว้ ไม่ควรนอน กินขนม ฟังเพลง ดูทีวี พร้อมๆกับการอ่านหนังสือ ควรใช้สมาธิในการอ่านอย่างเดียว
อย่า ปล่อยให้ตัวเองมีเวลาว่าง อ่านทุกเมื่อที่มีโอกาส พกหนังสือต้องติดตัวตลอดเวลา ว่างเมื่อไรหยิบมาอ่านได้ทันที พยายามจดโน้ตสาระสำคัญไว้ ไม่ควรนอน กินขนม ฟังเพลง ดูทีวี พร้อมๆกับการอ่านหนังสือ ควรใช้สมาธิในการอ่านอย่างเดียว
สร้างกำลังในให้ตัวเองอย่างต่อเนื่อง
ใน ช่วงเวลาของการอ่านหนังสือ เราจะพบอุปสรรค์มากมาย เช่น ความขี้เกียจ ง่วง ความกังกล ความเบื่อหน่าย ต้องหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด เช่นการออกมาสูดอากาศนอกห้อง กินขนม ดูทีวี ฟังเพลง พูดคุยกับครอบครัว เล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือเล่นดนตรีซักพักแล้วค่อยเริ่มต้นอ่านใหม่ พยายามเชื่อมั่นว่าเราทำได้ และสร้างกำลังใจอยู่ตลอดเวลา
ใน ช่วงเวลาของการอ่านหนังสือ เราจะพบอุปสรรค์มากมาย เช่น ความขี้เกียจ ง่วง ความกังกล ความเบื่อหน่าย ต้องหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด เช่นการออกมาสูดอากาศนอกห้อง กินขนม ดูทีวี ฟังเพลง พูดคุยกับครอบครัว เล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือเล่นดนตรีซักพักแล้วค่อยเริ่มต้นอ่านใหม่ พยายามเชื่อมั่นว่าเราทำได้ และสร้างกำลังใจอยู่ตลอดเวลา
4 วิธีออกกำลังกายสมองช่วยเพิ่มความจำ
1. หัวเราะสักนิด
ล่าสุดงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย โลมา ลินดา ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า การหัวเราะเพียงแค่ 20 นาทีส่งผลให้ ความจำ ในระยะสั้นดีขึ้น ระดับฮอโมนคอร์ติซอล (Cortisol) หลั่งน้อยลง และความดันโลหิตลดลงด้วย แนะนำให้ดูหนังตลกกับเพื่อนหรือคนรู้ใจก็เป็นวิธีหนึ่งในการสร้างเสียงหัวเราะ
2. นอนหลับลึก
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า การนอนหลับจะทำให้เซลล์สมองเกิดการเชื่อมต่อถึงกันและกัน โดยเฉพาะช่วงการหลับลึกที่เซลล์สมองจะสามารถจดจำ และเก็บความทรงจำไว้ได้
3. ฝึกการเขียน
นักจิตวิทยา มหาลัยแคลิฟอร์เนียแห่งลอสแองเจอลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า กลุ่มนักศึกษากลุ่มที่ใช้ปากกาจดบันทึกมีความสามารถในการจดจำเนื้อหาได้มากกว่ากลุ่มที่บันทึกโดยการพิมพ์ในคอมพิวเตอร์แบบพกพา
นักจิตวิทยา มหาลัยแคลิฟอร์เนียแห่งลอสแองเจอลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า กลุ่มนักศึกษากลุ่มที่ใช้ปากกาจดบันทึกมีความสามารถในการจดจำเนื้อหาได้มากกว่ากลุ่มที่บันทึกโดยการพิมพ์ในคอมพิวเตอร์แบบพกพา
4. การนั่งและยืน
ดร.อิริค เปเปอร์ มหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การนั่งและยืนด้วยท่าท่างที่ถูกต้องนั้นช่วยให้สมองจดจำเรื่องราวต่างๆได้ดี เพราะเลือดสามารถนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้มากถึง 40 เปอร์เซ็นต์
ดร.อิริค เปเปอร์ มหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การนั่งและยืนด้วยท่าท่างที่ถูกต้องนั้นช่วยให้สมองจดจำเรื่องราวต่างๆได้ดี เพราะเลือดสามารถนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้มากถึง 40 เปอร์เซ็นต์
หากปฏิบัติกันเป็นประจำ นอกจากช่วยพัฒนาสมองแล้ว ยังป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ด้วย
ฝึกสมองเพิ่มความจำ ป้องกันสมองเสื่อม
1. พัฒนาสมองด้วยดนตรี เช่น การฟังดนตรีคลาสิคและเพลงบรรเลง ของโมสาร์ท
มีการศึกษาพบว่า ดนตรีจะช่วยให้ความคิดเป็นไปในทางที่ถูกต้องและมีกระบวนการคิดที่เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นให้สมองมีการพัฒนาและเติบโตขึ้น มีสมาธิและจิตใจสงบ วิธีนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่เจอแต่ความเครียดมาทั้งวัน
2. พัฒนาสมองด้วยการทำสิ่งใหม่ๆเช่น เรียนศิลปะ เรียนภาษา เต้นรำ เล่นกีฬา เป็นต้น
การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือกระทำสิ่งใหม่ๆ จะช่วยกระตุ้นสมองของเราให้เกิดความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆได้ วิธีนี้จะเป็นวิธีที่ทำให้สมองได้มีการทำงานไปในตัวด้วย
3. การฝึกจำเป็นการบริหารสมองที่ดีมาก
อายุที่มากขึ้น อาจทำให้ประสิทธิภาพความจำด้อยลง ก็เพราะสมองเริ่มฝ่อนั่นเอง ดังนั้นจึงต้องบริหารสมองด้วยการหางานให้สมองทำงานอยู่เสมอ เพื่อเป็นการชะลอการเสื่อมของสมองนั่นเอง มีวิธีง่ายๆเช่นลองฝึกจำตัวเลข เบอร์โทรศัพท์ ท่องศัพท์วันละ 10คำ
4. พัฒนาสมองด้วยการบริหารจิตเช่น การเล่นหมากรุก เล่นเกมลับสมอง เกมใบ้คำ ปริศนาอักษรไขว้หรือการคิดคำนวณโดยไม่ใช้เครื่องคิดเลข ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาสมอง
วิธีการเหล่านี้เป็นการสั่งจิตใจให้จดจ่ออยู่กับกิจกรรมที่ทำเพียงอย่างเดียว นอกจากได้บริหารสมองแล้วยังได้ฝึกสมาธิไปด้วย
5. พัฒนาสมองด้วยอาหารที่สมองต้องการ ได้แก่ กรดไขมันจำเป็นomega 3ซึ่งจำเป็น
ต่อการฟื้นฟูเซลล์สมอง ส่วนเลซิตินก็มีความสำคัญในการสร้างสารสื่อประสาทให้แก่สมอง นอกจากนี้ยังมีสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สมองเสื่อม
สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยยังมีบทบาทในการเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น เพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือดส่งผลให้การนำพาออกซิเจนและอาหารไปเลี้ยงสมองได้ และส่วนต่างๆของร่างกายได้ดีขึ้น
ดังนั้นการเลือกรับประทานสารอาหารดังกล่าว ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยดูแลสมองได้อย่างดี แต่ทั้งนี้
แล้วการเลือกรับประทานสารอาหารได้อย่างคุ้มค่าและปลอดภัยนั้นก็ควรตระหนักถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์สารอาหารนั้นๆด้วย ควรมีหลักการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานการผลิตยาระดับสากล ซึ่งให้ความมั่นใจได้ในคุณภาพและความปลอดภัยที่ปราศจากสารปนเปื้อน
Reference
วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2558
>>วิธีทำ GAT เชื่อมโยง ให้ได้คะแนนเต็ม<<
>>วิธีทำ GAT เชื่อมโยง ให้ได้คะแนนเต็ม<<
1. อ่านคำสั่งก่อนเสมอ
น้องๆควรอ่านคำสั่งในการทำข้อสอบก่อนทำข้อสอบก่อนเสมอ ว่าสัญลักษณ์แต่ละตัวแทนความหมายว่าอย่างไร เช่น A แทน “ส่งผลทำให้” เพราะสัญลักษณ์หรือตัวอักษรเหล่านี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงความหมายไป ไม่เหมือนกับที่น้องๆเคยทำมาในข้อสอบเก่าก็เป็นได้ ดังนั้นอ่านคำสั่งก่อนครับ เพื่อความไม่ประมาท
2. ขีดเส้นใต้คำเนียนทุกคำ
ก่อนทำข้อสอบให้น้องๆอ่านคำหรือข้อความที่โจทย์กำหนดมาให้(ตัวหนาในบทความ)เชื่อมโยงก่อน แล้วจึงขีดเส้นใต้ “คำเนียน” หรือคำที่มีความหมายเหมือนกับคำที่โจทย์กำหนดมาแต่ใช้คำที่แตกต่างกัน เช่น ข้อสอบทำตัวหนาคำว่า“ป่าชายเลน” แล้วในข้อสอบบอกว่า “ป่าชายเลนหรือป่าโกงกาง เป็นป่า......” หมายความว่าคำว่า “ป่าชายเลน” และ “ป่าโกงกาง” นั้นมีความหมายเหมือนกัน น้องๆจึงควรขีดเส้นใต้ทั้งสองคำเมื่ออ่านเจอในบทความเสมอเพื่อป้องกันความสับสน
3. มีสติและสมาธิดีๆในขณะทำข้อสอบ
เนื่องจากข้อสอบนั้นเป็นบทความที่มีความยาวมาก ดังนั้นการมีสติและสมาธิในการอ่านบทความทุกคำให้ละเอียดนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะการเชื่อมโยงบางคำนั้นอาจซ่อนอยู่เพียงบรรทัดใดบรรทัดหนึ่งในบทความก็เป็นได้
4. อย่าคิดเอง เออเอง
การคิดเอง เออเอง เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้น้องๆเสียคะแนนไปได้เป็นจำนวนมากในการทำข้อสอบ GAT เพราะบทความใน ข้อสอบ GAT เชื่อมโยง นั้นในหลายๆครั้งจะเป็นเรื่องราวที่น้องๆอาจจะพอมีความรู้ในเรื่องดังกล่าวอยู่บ้างแล้ว จึงทำให้เมื่ออ่านบทความไปเรื่อยๆน้องๆจะมีการเพิ่มเติมเนื้อหาที่เคยรู้มาก่อนแล้วมาไว้ในสมองโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้การตีความหมายบทความนั้นผิดไปได้มากเลยละ ดังนั้นน้องๆควรจะอ่านและตีความหมายตามบทความที่โจทย์ให้มาเท่านั้น ห้ามคิดไปเองเพิ่มเติมเด็ดขาด
5. อ่านไป ร่างไป
พี่แนะนำให้น้องๆ อ่านบทความไปพร้อมร่างแผนภาพไปด้วย เช่นเมื่อเจอ “การปลูกป่า(01) ส่งผลให้ อากาศโดยรอบดีขึ้น(02)” น้องๆก็ควรจะทำแผนภาพเชื่อมโยงระหว่าง 01 และ 02 ไปด้วยเลย ไม่ต้องรอมานั่งร่างแผนภาพใหญ่ทีเดียว เพราะจะทำให้เสียเวลาและสับสนได้
6. ระวังรายละเอียดการขีดเส้นใต้คำ
เช่น การตัดไม้ทำลายป่า(01) ทำให้ที่อยู่อาศัยของสัตว์ลดลง(02) จะเชื่อมโยงไม่เหมือนข้อความ
การตัดไม้ทำลายป่า(01) ทำให้ที่อยู่อาศัยของสัตว์ลดลง(02)
7. ดูเส้นที่ลากออกจากตัวเท่านั้น
เมื่อต้องฝนรหัสคำตอบ ให้ดูเส้นที่ลากออกจากคำหรือข้อความเท่านั้น เช่น มีเส้นที่ลากออกจาก (10) อยู่ 3 เส้นในแผนภาพแสดงว่า เมื่อฝนรหัสคำตอบลงใน ข้อความที่(10) จะต้องมีเพียง 3 รหัสคำตอบเท่านั้น
8. ถ้าคำตอบใดมี 99H แล้วจะไม่มีคำตอบอื่นอีก
เมื่อมี 99H ในคำตอบใดแล้วจะไม่มี 03D 02A หรือคำตอบอะไรอื่นๆอีกแน่นอน
9. ตรวจสอบคำตอบเมื่อฝนคำตอบ
ตรวจสอบอีกครั้งก่อนส่งว่าคำตอบที่ฝนรหัสกับแผนภาพที่ร่างไว้นั้นตอบเหมือนกันหรือไม่ เพราะถ้าน้องๆอุตส่าห์ร่างแผนภาพได้ถูกต้องแล้วจะต้องมาเสียคะแนนไปเพียงเพราะฝนรหัสคำตอบผิดคงจะน่าเสียใจไม่ใช่น้อย
เป็นอย่างไรบ้างครับกับ วิธีทำ GAT เชื่อมโยง ให้ได้เต็มโดยติวเตอร์จาก Top-A tutor หวังว่าจะพื้นฐานให้น้องๆได้รู้เทคนิคคร่าวๆก่อนที่จะไป เรียนพิเศษตัวต่อตัว หรือ ติว GAT เชื่อมโยง ตามสถาบันต่างๆนะครับ
5 เทคนิคเก่ง Grammar
5 เทคนิคเก่ง Grammar
- พื้นฐานง่ายๆ ต้องแม่น
ภาษาอังกฤษก็เหมือนภาษาไทย ที่จำเป็นต้องรู้พื้นฐานก่อน คำนาม คำกริยา คำวิเศษณ์ กริยา 3 ช่อง พื้นฐานพวกนี้ถือว่าจำเป็นมากๆ สำหรับการเรียนแกรมม่าเลยก็ว่าได้ เพราะต้องใช้ต่อยอดแกรมม่าเรื่องอื่น จะเรียนเรื่อง Tense แต่ละ Tense ก็ใช้ Verb คนละช่อง ก็ต้องรู้จักเลือกใช้ให้ถูก เป็นต้น
- กฎเหล็ก ข้อยกเว้น ต้องจำได้
หลายคนตกม้าตายเรื่องข้อยกเว้น แกรมม่าเป็นเรื่องของหลักภาษาที่ค่อนข้างซับซ้อน กำหนดมาเป็นอย่างดีว่าต้องใช้แบบนี้ๆ แต่สุดท้ายก็จะมีข้อยกเว้นแปะท้ายให้ปวดกบาลคนเรียนเล่นๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ นะคะ การเปลี่ยนคำนามเอกพจน์ให้เป็นพหูพจน์ เรียนกันมาว่าให้เติม s, es ถ้าลงท้ายด้วย o ให้เติม es ได้เลย แต่ก็มีข้อยกเว้น อย่างเช่น photo สามารถใช้ photos ได้เลย ไม่ใช่ photoes เป็นต้น
- มีตัวอย่างเสริม
แกรมม่าภาษาอังกฤษมีเยอะพอๆ กับหลักภาษาไทย จะให้ท่องจำแต่หลักหรือโครงสร้างก็น่าเบื่อเกินไป ลองวิธีนี้สิคะ หาตัวอย่างประโยคของหลักนั้นๆ เป็นโมเดลประโยค ท่องจำจะได้ง่ายขึ้นค่ะ ประมาณว่าคิดถึงโครงสร้างนี้ ท่องประโยคนี้ขึ้นมา ก็จะรู้ได้ว่าโครงสร้างมันเป็นยังไง ก็เหมือนกับเราท่องเสียงลือเสียงเล่าอ้าง เป็นต้นแบบของโครงสี่สุภาพนั่นเอง
แกรมม่าภาษาอังกฤษมีเยอะพอๆ กับหลักภาษาไทย จะให้ท่องจำแต่หลักหรือโครงสร้างก็น่าเบื่อเกินไป ลองวิธีนี้สิคะ หาตัวอย่างประโยคของหลักนั้นๆ เป็นโมเดลประโยค ท่องจำจะได้ง่ายขึ้นค่ะ ประมาณว่าคิดถึงโครงสร้างนี้ ท่องประโยคนี้ขึ้นมา ก็จะรู้ได้ว่าโครงสร้างมันเป็นยังไง ก็เหมือนกับเราท่องเสียงลือเสียงเล่าอ้าง เป็นต้นแบบของโครงสี่สุภาพนั่นเอง
- อ่านเองไม่รู้เรื่อง ต้องเข้าใจตั้งแต่ในห้องเรียน
ถ้ารู้ตัวว่าเรียนรู้อะไรช้า ยิ่งเป็นแกรมม่ายากๆ อ่านเองไม่เข้าใจ ก็ควรตั้งใจเรียนตั้งแต่ในห้องเรียน เพราะอาจารย์แต่คนจะมีเทคนิคการจำแตกต่างกัน ฟังให้เข้าใจตั้งแต่ในคาบและจดเทคนิคการจำไว้ด้วย กลับมาอ่านเองทีหลังจะได้ง่ายขึ้
- อัพเกรดอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ
วิธีนี้ถือว่าได้ประโยชน์ระยะยาวค่ะ หัดอ่านหนังสือเรื่องสั้น นิยาย หนังสือพิมพ์ ที่เป็นภาษาอังกฤษ หรืออ่านข่าวจากเว็บไซต์ต่างประเทศก็ได้ สื่อพวกนี้เราได้ทั้งศัพท์แปลกๆ ใหม่ๆ ยังได้เรียนรู้แกรมม่าด้วย
ประโยชน์ของมะเขือเทศ
ประโยชน์ของมะเขือเทศ
สารไลโคฟีน (Lycopene) เป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (Carotenoid)
ที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) และช่วยในการป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย สารไลโคฟีนนี้มีประสิทธิภาพเหนือว่าสารเบต้าเคโรทีน และสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์อื่น ๆ ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งที่มดลูกและปอด ยังพบอีกว่า สารไลโคฟีนนั้น สามารถช่วยลดโอกาสความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในต่อมลูกหมากได้ มากถึง 21% อีกทั้งยังเป็นส่วนผสมในตำรับยา ที่ใช้ป้องกันอันตรายอันเกิดจากการผลิตอนุมูลอิสระที่ผิดปกติ สารไลโคฟีนนี้จะพบมากในมะเขือเทศแดงสด แตงโม และฝรั่งขี้นกที่มีเนื้อสีชมพูอมแดง เป็นต้น
การรับประทานมะเขือเทศเพียงวันละ 1-2 ลูกจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เป็นต้นว่า ช่วยต้านโรคความดันโลหิตสูง บำรุงดวงตา และสายตา บำบัดอาการปัสสาวะขัด บำรุงเหงือกและฟัน ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว เยียวยาโรคเลือดออกตามไรฟัน ต้านทานโรคภัยไข้เจ็บ คุ้มกันไม่ให้เป็นหวัดง่าย แก้ท้องผูก และบำรุงผิวพรรณ และหากใช้มะเขือเทศสุกฝานบาง ๆ หรือน้ำคั้นจากผลสดทาหน้า ช่วยทำให้ผิวหน้าตึง มีน้ำมีนวล
การรับประทานมะเขือเทศดิบ จะมีผลร้ายแรงเพราะจะมีสารที่ออกฤทธิ์รุนแรง จัดเป็นสารพิษ Steroidal alkaloid ในมะเขือเทศ คือ a-tomatine ซึ่งได้จากใบและส่วนเหนือดิน ในผลสีเขียวจะมี alkaloid 0.03% ในผลสุกไม่พบ alkaloid คุณสมบัติทางเภสัชวิทยาของ Steroidal alkaloid คือ ทำปฏิกิริยากับสเตียรอลที่เซลล์ผิวเป็นผลให้เม็ดเลือดแดงแตก ทำให้ผิวหนังและเนื้อบุผิวระคายเคืองอย่างแรง มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส รา และใช้เป็นยาฆ่าแมลงมีคุณสมบัติยับยั้งเอมไซม์โคลีนเอสเตอเรส กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางและต่อมาจะทำให้เป็นอัมพาต หากรับประทานในขนาดที่จะทำให้เกิดพิษจะระคายเคืองทางเดินอาหารอย่างแรง
มะเขือเทศเป็นพืชชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร มะเขือเทศขนาดปานกลางจะมีปริมาณ
วิตามินซีครึ่งหนึ่งของส้มโอทั้งผล มะเขือเทศผลหนึ่งจะมีวิตามินเอราว 1 ใน 3 ของวิตามินเอที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน
นอกจากนี้มะเขือเทศยังมีโปแตสเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียมและแร่ธาตูอื่นๆ อีกหลายชนิด
มะเขือเทศมีสรรพคุณทางยาค่อนข้างสูง เพราะมะเขือเทศมีวิตามิน P (citrin) ซึ่งจะช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด
มะเขือเทศยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะจึงสามารถแก้อาการความดันโลหิตสูง มะเขือเทศมีวิตามินเอจึงสามารถรักษาโรคตาได้
ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือมีวิตามินซีมากทำให้สามารถป้องกัน และรักษาโรคลักปิดลักเปิด ช่วยระบบการย่อยและช่วยการขับถ่ายอุจจาระอีกด้วย
ช่วยบำรุงผิวลดริ้วรอย ผิวพรรณไม่แห้งกร้าน ระบบการหมุนเวียนเลือดดีขึ้น และยังสามารถต้านมะเร็งได้ด้วย
มะเขือเทศยังมีสารที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา ดังนั้นจึงใช้เป็นยารักษาโรคที่เกี่ยวกับปากที่เกิดจากเชื้อราได้
การรับประทานมะเขือเทศเพียงวันละ 1-2 ลูกจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เป็นต้นว่า ช่วยต้านโรคความดันโลหิตสูง บำรุงดวงตา และสายตา บำบัดอาการปัสสาวะขัด บำรุงเหงือกและฟัน ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว เยียวยาโรคเลือดออกตามไรฟัน ต้านทานโรคภัยไข้เจ็บ คุ้มกันไม่ให้เป็นหวัดง่าย แก้ท้องผูก และบำรุงผิวพรรณ และหากใช้มะเขือเทศสุกฝานบาง ๆ หรือน้ำคั้นจากผลสดทาหน้า ช่วยทำให้ผิวหน้าตึง มีน้ำมีนวล
การรับประทานมะเขือเทศดิบ จะมีผลร้ายแรงเพราะจะมีสารที่ออกฤทธิ์รุนแรง จัดเป็นสารพิษ Steroidal alkaloid ในมะเขือเทศ คือ a-tomatine ซึ่งได้จากใบและส่วนเหนือดิน ในผลสีเขียวจะมี alkaloid 0.03% ในผลสุกไม่พบ alkaloid คุณสมบัติทางเภสัชวิทยาของ Steroidal alkaloid คือ ทำปฏิกิริยากับสเตียรอลที่เซลล์ผิวเป็นผลให้เม็ดเลือดแดงแตก ทำให้ผิวหนังและเนื้อบุผิวระคายเคืองอย่างแรง มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส รา และใช้เป็นยาฆ่าแมลงมีคุณสมบัติยับยั้งเอมไซม์โคลีนเอสเตอเรส กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางและต่อมาจะทำให้เป็นอัมพาต หากรับประทานในขนาดที่จะทำให้เกิดพิษจะระคายเคืองทางเดินอาหารอย่างแรง
มะเขือเทศเป็นพืชชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร มะเขือเทศขนาดปานกลางจะมีปริมาณ
วิตามินซีครึ่งหนึ่งของส้มโอทั้งผล มะเขือเทศผลหนึ่งจะมีวิตามินเอราว 1 ใน 3 ของวิตามินเอที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน
นอกจากนี้มะเขือเทศยังมีโปแตสเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียมและแร่ธาตูอื่นๆ อีกหลายชนิด
มะเขือเทศมีสรรพคุณทางยาค่อนข้างสูง เพราะมะเขือเทศมีวิตามิน P (citrin) ซึ่งจะช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด
มะเขือเทศยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะจึงสามารถแก้อาการความดันโลหิตสูง มะเขือเทศมีวิตามินเอจึงสามารถรักษาโรคตาได้
ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือมีวิตามินซีมากทำให้สามารถป้องกัน และรักษาโรคลักปิดลักเปิด ช่วยระบบการย่อยและช่วยการขับถ่ายอุจจาระอีกด้วย
ช่วยบำรุงผิวลดริ้วรอย ผิวพรรณไม่แห้งกร้าน ระบบการหมุนเวียนเลือดดีขึ้น และยังสามารถต้านมะเร็งได้ด้วย
มะเขือเทศยังมีสารที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา ดังนั้นจึงใช้เป็นยารักษาโรคที่เกี่ยวกับปากที่เกิดจากเชื้อราได้
มนุษย์คนแรกของโลกที่บันทึกเรื่องอดีตนำไปสู่การตั้งปัญหาทางปรัชญาและวิจัย
มนุษย์คนแรกของโลกที่บันทึกเรื่องอดีตนำไปสู่การตั้งปัญหาทางปรัชญาและวิจัย
ก่อให้เกิดความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์
เฮโรโดตุส(Herodotus หรือ Herodotos) นักประวัติศาสตร์ชาวกรีก มีชีวิตอยู่ราว 500 ปี ก่อนคริสตศักราช
มีชื่อเสียงจากการริเริ่มประวัติศาสตร์นิพนธ์ตะวันตก อันนำไปสู่การตั้งปัญหาเรื่องปรัชญาและการวิจัย ก่อให้เกิดความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์
เขาเกิดในเมืองฮาลิคาร์นาสซัส (Halicarnassus) ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของเอเชียไมเนอร์ (Asia Minor) ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของเปอร์เซีย เขาเป็นนักเดินทางท่องเที่ยวคนนึงที่มักบันทึกข้อมูลต่างๆ ที่ได้พบเห็นขณะเดินทางไว้จำนวนมากและนำมาใช้เขียนข้อมูลพรรณนาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ชื่อ “ประวัติศาสตร์ของเฮโรโดตุส”(The Histories of Herodotus)ซึ่งได้รับการยกย่องจากวงวิชาการว่าเป็นวรรณกรรมรูปแบบใหม่
ประวัติศาสตร์ของเขาถือว่าเป็นบันทึกสงครามระหว่างกรีกกับเปอร์เซียในเชิงพรรณนา เขาบันทุกถึงการบุกรุกกรีกของเปอร์เซียในช่วง 500 ปี ก่อนคริสตกาล ขณะที่ยุคก่อนหน้านั้น ประวัติศาสตร์จะอยู่ในรูปแบบการเรียงลำดับของเรื่อง (Chronicle) และมหากาพย์(Epic) ซึ่งไม่ค่อยให้ความรู้เท่าไหร่นัก แต่เฮโรโดตุส ถือเป็นคนแรกที่ไม่ได้เพียงแค่บันทึกเรื่องราวในอดีตเท่านั้น หากแต่ยังนำไปสู่การตั้งปัญหาทางปรัชญาหรือการวิจัย ก่อให้เกิดความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์อีกด้วยงานเขียนดังกล่าวทำให้ ซิเซโร (Cicero) ให้สมญานามเขาว่า บิดาแห่งประวัติศาสตร์ (The Father of History)
ก่อให้เกิดความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์
เฮโรโดตุส(Herodotus หรือ Herodotos) นักประวัติศาสตร์ชาวกรีก มีชีวิตอยู่ราว 500 ปี ก่อนคริสตศักราช
มีชื่อเสียงจากการริเริ่มประวัติศาสตร์นิพนธ์ตะวันตก อันนำไปสู่การตั้งปัญหาเรื่องปรัชญาและการวิจัย ก่อให้เกิดความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์
เขาเกิดในเมืองฮาลิคาร์นาสซัส (Halicarnassus) ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของเอเชียไมเนอร์ (Asia Minor) ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของเปอร์เซีย เขาเป็นนักเดินทางท่องเที่ยวคนนึงที่มักบันทึกข้อมูลต่างๆ ที่ได้พบเห็นขณะเดินทางไว้จำนวนมากและนำมาใช้เขียนข้อมูลพรรณนาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ชื่อ “ประวัติศาสตร์ของเฮโรโดตุส”(The Histories of Herodotus)ซึ่งได้รับการยกย่องจากวงวิชาการว่าเป็นวรรณกรรมรูปแบบใหม่
ประวัติศาสตร์ของเขาถือว่าเป็นบันทึกสงครามระหว่างกรีกกับเปอร์เซียในเชิงพรรณนา เขาบันทุกถึงการบุกรุกกรีกของเปอร์เซียในช่วง 500 ปี ก่อนคริสตกาล ขณะที่ยุคก่อนหน้านั้น ประวัติศาสตร์จะอยู่ในรูปแบบการเรียงลำดับของเรื่อง (Chronicle) และมหากาพย์(Epic) ซึ่งไม่ค่อยให้ความรู้เท่าไหร่นัก แต่เฮโรโดตุส ถือเป็นคนแรกที่ไม่ได้เพียงแค่บันทึกเรื่องราวในอดีตเท่านั้น หากแต่ยังนำไปสู่การตั้งปัญหาทางปรัชญาหรือการวิจัย ก่อให้เกิดความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์อีกด้วยงานเขียนดังกล่าวทำให้ ซิเซโร (Cicero) ให้สมญานามเขาว่า บิดาแห่งประวัติศาสตร์ (The Father of History)
10 อาชีพที่ไม่ตกงาน
1. การบัญชี – 19.71%
2. แพทยศาสตร์ – 18.75%
3. บริหารธุรกิจ – 12.02%
4. คอมพิวเตอร์ – 10.10%
5. วิศวกรรมศาสตร์ – 10.10%
6. การตลาด – 8.65%
7. นิติศาสตร์ – 8.17%
8. พยาบาลศาสตร์ – 4.81%
9. การจัดการ – 4.33%
10. รัฐศาสตร์ – 3.36%
2. แพทยศาสตร์ – 18.75%
3. บริหารธุรกิจ – 12.02%
4. คอมพิวเตอร์ – 10.10%
5. วิศวกรรมศาสตร์ – 10.10%
6. การตลาด – 8.65%
7. นิติศาสตร์ – 8.17%
8. พยาบาลศาสตร์ – 4.81%
9. การจัดการ – 4.33%
10. รัฐศาสตร์ – 3.36%
เทคนิค 7 ข้อ ในการสอบเข้ารับราชการให้ประสบความสำเร็จ
เทคนิค 7 ข้อ ในการสอบเข้ารับราชการให้ประสบความสำเร็จ
1. การสมัครสอบมีส่วนสำคัญมาก ควรสมัครสอบในวันแรกที่เปิดรับสมัคร เพราะหากสอบได้แล้วลำดับในการเรียกบรรจุจะเรียกจากผู้มีคะแนนมากกว่า แต่เมื่อมีผู้มีคะแนนเท่ากันจะเรียงจากผู้ที่สมัครก่อน ซึ่งเป็นไปได้มากที่จะมีผู้ได้คะแนนเท่ากันเป็นจำนวนหลายคน ซึ่งหากเราสมัครก่อนในกรณีคะแนนเท่ากันเราจะได้อยู่ในลำดับก่อน
2. การเตรียมตัวสอบ ถือว่าเป็นหัวใจหลักของการสอบแข่งขัน ซึ่งมีหนังสือตำรา เกี่ยวกับการสอบแข่งขันมากกมาย แต่เวลาในการเตรียมสอบซึ่งนับตั้งแต่หน่วยงานราชการเปิดรับสมัครจนถึงเวลา สอบ ประมาณ 2 เดือน ซึ่งหากผู้เตรียมตัวสอบอ่านหนังสือแบบกว้างไม่เน้นจุดสำคัญก็จะทำให้พลาด โอกาสในการสอบได้ ดังนั้นควรอ่านประกาศการรับสมัครสอบให้ละเอียดว่าจะออกสอบเกี่ยวกับเรื่อง อะไรบ้าง เพื่อให้การเตรียมตัวสอบแคบลงในเวลาอันสั้น
3. ข้อมูลเฉพาะของแต่ละหน่วยงานราชการก็มีความสำคัญ ควรทำความเข้าใจศึกษาให้ละเอียด เช่น ซื่อเว็บไซต์ ภารกิจหลักขององค์กร อำนาจหน้าที่ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง แนวนโยบาย วิสัยทัศน์ ฯลฯ
4. ในห้องสอบต้องทำข้อสอบให้ได้ โดยเฉพาะข้อสอบภาค ก. ต้องทำให้ทันเวลา ทำด้วยความรวดเร็วและถูกต้อง โดยเฉพาะคำถามเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ บางข้อก็สามารถนำตัวเลือกของข้อสอบมาสุ่มหาคำตอบได้เลยโดยไม่ต้องใช้สูตร จะทำให้ผู้เข้าสอบได้คะแนนเพิ่มขึ้น
5. ข้อสอบภาษาไทยเกี่ยวกับการอ่านบทความ จะต้องตอบตามเนื้อความที่โจทย์ให้มาอย่าคิดนอกเหนือจากนั้น อย่าคิดล่วงหน้า และให้สังเกตข้อความเหล่านี้คือ “ทำให้ , ปรากฏขึ้น, เพราะ, เนื่องจาก” ซึ่งคำตอบส่วนใหญ่จะอยู่หลังข้อความเหล่านี้
6. การเลือกคำตอบที่ถูกต้อง โดยเฉพาะตัวเลือกที่เป็นคำเฉพาะเจาะจง ส่วนใหญ่จะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง เช่น หากมีตัวเลือกที่ลงท้ายว่า “เท่านั้น, เพียงอย่างเดียว” ให้ข้ามไปได้เลย
7. การเดาอย่างมีประสิทธิภาพ ในการเข้าสอบจากประสบการณ์ ผู้เข้าสอบส่วนใหญ่ไม่สามารถหาคำตอบที่ถูกต้องได้ทุกข้อ จะต้องเดา เทคนิคง่าย ๆ ของการทำข้อสอบประเภทที่ถามเกี่ยวกับ จำนวนกี่คน อายุกี่ปี ระเวลาเท่าใด ถ้าหากไม่ทราบเลยว่าข้อใดเป็นข้อที่ถูกต้อง ควรเลือก ข้อ ค หรือ ง ก็ได้ เพราะคำตอบส่วนใหญ่จะเป็น ข้อ ค หรือ ง
ขอให้ทุกท่านโชคดีในการสอบ
10 วิธีการเตรียมตัวก่อนสอบ
1. ตั้งใจแน่วแน่ เชื่อมั่นในตัวเอง สร้างกำลังใจในการอ่านหนังสือ เอาชนะความเกียจคร้าน งดกิจกรรมอื่นๆ เลิกเที่ยว เลิกดื่ม เลิกสร้างบรรยากาศที่ไม่ใช่การเตรียมสอบ เลิก chat ตอนดึกๆ เลิกเม้าท์โทรศัพท์นานๆ ตัดทุกอย่างออกไป ปลีกวิเวกได้เลย ต้องทำให้ได้ ถ้าไม่ได้อย่าคิดเลยว่าจะสอบติด
2.ตัดสินใจให้เด็ดขาด ต่อไปนี้จะทำเพื่ออนาคตตัวเอง บอกเพื่อน บอกพ่อแม่ บอกทุกคนว่า อย่ารบกวน ขอเวลาส่วนตัว จะเปลี่ยนชีวิต กำหนดชีวิตตัวเอง จ เพราะเราต้องการมีอนาคตที่กำหนดได้ด้วยตัวเอง
3. เขียนอนาคตตัวเอง สร้างเป้าหมายให้ชัดเจน เขียนป้ายตัวใหญ่ๆ ติดไว้ข้างห้องเลยว่าจะเรียนต่อคณะอะไร จบแล้วจะเป็นอะไร วิเคราะห์ว่าเรามีความชอบและถนัดสาขาวิชาไหน แล้วลองเลือกมาเก็บไว้ โดยเลือกตามความถนัด ไม่เลือกตามเพื่อน ตามใจพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือตามกระแสนิยม
4. เตรียมความพร้อม เตรียมตัว สรรหาหนังสือ หาอาจารย์ติว หาเพื่อนคนเก่งๆ มาติว หาหนังสือมาให้ครบทุกเนื้อหาที่จะต้องสอบ เตรียมห้องอ่านหนังสือ โต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ ให้พร้อม
5. วางแผนการใช้ชีวิต วางแผนการอ่านหนังสือ ออกแบบชีวิตว่า วันหนึ่งจะทำอะไร พยายามใช้เวลาในการอ่านให้มากที่สุด วางแผนว่าจะอ่านวิชาไหนก่อน ควรเริ่มจากวิชาที่ชอบ เรื่องที่ถนัด ถ้าท้อก็ให้ลืมตาดูป้าย ต้องอ่านจริงจัง วิธีการคือ อ่านทุกเมื่อที่มีโอกาส หนังสือต้องติดตัวตลอด ว่างเมื่อไรหยิบมาอ่าน อย่าปล่อยให้ว่างจนไม่รู้จะทำอะไร ที่สำคัญอ่านแล้วต้องมีโน้ตเสมอ ในช่วงอ่านหนังสือจะพบอุปสรรค์มากมาย เช่น ขี้เกียจ ง่วง เบื่อหน่าย ต้องผ่อนคลายโดยออกมาสูดอากาศนอกห้อง กินขนม ดูทีวี ฟังเพลง พูดคุยกับครอบครัว เล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือเล่นดนตรีซักพัก แล้วค่อยเริ่มต้นอ่านใหม่ ต้องเชื่อว่าเราทำได้ และสร้างกำลังใจอยู่ตลอดเวลา
6. สร้างกำลังในให้ตัวเองอย่างต่อเนื่อง หากท้อให้มองภาพอนาคตตัวเอง นึกถึงวันรับปริญญา วันที่พ่อแม่ดีใจที่สุดในชีวิต ต่อไปนี้ต้องทำเพื่อท่าน อย่าเห็นแก่ตัว อย่าขี้เกียจ อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เลิกนิสัยเดิมๆ เสียทีย้ำกับตัวเองว่า เราต้องกำหนดอนาคตตัวเอง เราต้องทำได้ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ บอกกับตัวเองอย่างนี้ทุกวัน
7. ทำตารางสอบ โดยจดวันและเวลาที่สอบไว้ให้ชัดเจน
8. อ่านตำราโดยจัดลำดับตามตารางสอบ โดยเริ่มอ่านจากวิชาที่สอบวันแรก ไปจนวันสุดท้าย และควรอ่านให้จบก่อนถึงวันสอบประมาณ 4 วันหรือมากว่านั้น และอ่านทบทวนอีกครั้งในวันสุดท้ายก่อนที่จะถึงวันสอบ
9. พูดคุยกับเพื่อนๆ ไม่ใช่ชวนกันคุยเรื่องแฟชั่น เสื้อผ้า แต่เป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับเนื้อหาวิชาที่จะสอบ ถ้าให้ดีควรหากลุ่มเพื่อนสนิทแล้วอ่านพร้อมกัน เมื่ออ่านจบก็ซักถามส่วนที่ไม่เข้าใจเพื่อจะได้เป็นการทบทวนความรู้ให้เพื่อน และเพิ่มความเข้าใจให้ตนเองด้วย
10. ค้นคว้าเพิ่มเติม ในกรณีที่เรายังไม่เข้าใจในเนื้อหาที่อ่านอย่างถ่องแท้ ก็ควรค้นคว้าเพิ่มเติมจากตำรา หรืออาจารย์ผู้สอน และจดบันทึกข้อควรจำที่สำคัญ เพื่อทำความเข้าใจก่อนสอบ..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/393794
2.ตัดสินใจให้เด็ดขาด ต่อไปนี้จะทำเพื่ออนาคตตัวเอง บอกเพื่อน บอกพ่อแม่ บอกทุกคนว่า อย่ารบกวน ขอเวลาส่วนตัว จะเปลี่ยนชีวิต กำหนดชีวิตตัวเอง จ เพราะเราต้องการมีอนาคตที่กำหนดได้ด้วยตัวเอง
3. เขียนอนาคตตัวเอง สร้างเป้าหมายให้ชัดเจน เขียนป้ายตัวใหญ่ๆ ติดไว้ข้างห้องเลยว่าจะเรียนต่อคณะอะไร จบแล้วจะเป็นอะไร วิเคราะห์ว่าเรามีความชอบและถนัดสาขาวิชาไหน แล้วลองเลือกมาเก็บไว้ โดยเลือกตามความถนัด ไม่เลือกตามเพื่อน ตามใจพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือตามกระแสนิยม
4. เตรียมความพร้อม เตรียมตัว สรรหาหนังสือ หาอาจารย์ติว หาเพื่อนคนเก่งๆ มาติว หาหนังสือมาให้ครบทุกเนื้อหาที่จะต้องสอบ เตรียมห้องอ่านหนังสือ โต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ ให้พร้อม
5. วางแผนการใช้ชีวิต วางแผนการอ่านหนังสือ ออกแบบชีวิตว่า วันหนึ่งจะทำอะไร พยายามใช้เวลาในการอ่านให้มากที่สุด วางแผนว่าจะอ่านวิชาไหนก่อน ควรเริ่มจากวิชาที่ชอบ เรื่องที่ถนัด ถ้าท้อก็ให้ลืมตาดูป้าย ต้องอ่านจริงจัง วิธีการคือ อ่านทุกเมื่อที่มีโอกาส หนังสือต้องติดตัวตลอด ว่างเมื่อไรหยิบมาอ่าน อย่าปล่อยให้ว่างจนไม่รู้จะทำอะไร ที่สำคัญอ่านแล้วต้องมีโน้ตเสมอ ในช่วงอ่านหนังสือจะพบอุปสรรค์มากมาย เช่น ขี้เกียจ ง่วง เบื่อหน่าย ต้องผ่อนคลายโดยออกมาสูดอากาศนอกห้อง กินขนม ดูทีวี ฟังเพลง พูดคุยกับครอบครัว เล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือเล่นดนตรีซักพัก แล้วค่อยเริ่มต้นอ่านใหม่ ต้องเชื่อว่าเราทำได้ และสร้างกำลังใจอยู่ตลอดเวลา
6. สร้างกำลังในให้ตัวเองอย่างต่อเนื่อง หากท้อให้มองภาพอนาคตตัวเอง นึกถึงวันรับปริญญา วันที่พ่อแม่ดีใจที่สุดในชีวิต ต่อไปนี้ต้องทำเพื่อท่าน อย่าเห็นแก่ตัว อย่าขี้เกียจ อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เลิกนิสัยเดิมๆ เสียทีย้ำกับตัวเองว่า เราต้องกำหนดอนาคตตัวเอง เราต้องทำได้ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ บอกกับตัวเองอย่างนี้ทุกวัน
7. ทำตารางสอบ โดยจดวันและเวลาที่สอบไว้ให้ชัดเจน
8. อ่านตำราโดยจัดลำดับตามตารางสอบ โดยเริ่มอ่านจากวิชาที่สอบวันแรก ไปจนวันสุดท้าย และควรอ่านให้จบก่อนถึงวันสอบประมาณ 4 วันหรือมากว่านั้น และอ่านทบทวนอีกครั้งในวันสุดท้ายก่อนที่จะถึงวันสอบ
9. พูดคุยกับเพื่อนๆ ไม่ใช่ชวนกันคุยเรื่องแฟชั่น เสื้อผ้า แต่เป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับเนื้อหาวิชาที่จะสอบ ถ้าให้ดีควรหากลุ่มเพื่อนสนิทแล้วอ่านพร้อมกัน เมื่ออ่านจบก็ซักถามส่วนที่ไม่เข้าใจเพื่อจะได้เป็นการทบทวนความรู้ให้เพื่อน และเพิ่มความเข้าใจให้ตนเองด้วย
10. ค้นคว้าเพิ่มเติม ในกรณีที่เรายังไม่เข้าใจในเนื้อหาที่อ่านอย่างถ่องแท้ ก็ควรค้นคว้าเพิ่มเติมจากตำรา หรืออาจารย์ผู้สอน และจดบันทึกข้อควรจำที่สำคัญ เพื่อทำความเข้าใจก่อนสอบ..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/393794
9 เคล็ดลับเตรียมตัวสอบให้ได้คะแนนดี
9 เคล็ดลับเตรียมตัวสอบให้ได้คะแนนดี
มีความตั้งใจแน่วแน่
มีความเชื่อมั่นในตัวเอง สร้างกำลังใจในการอ่านหนังสือ เอาชนะความเกียจคร้าน
วิเคราะห์ตัวเอง
วิเคราะห์ ว่าเรามีความชอบและมีความถนัดในสาขาวิชาไหน แล้วลองเลือกมาเก็บไว้ 3 อันดับ โดยเลือกตามความถนัดของตัวเอง ไม่เลือกตามเพื่อน ตามใจพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือตามกระแสนิยม
วิเคราะห์ ว่าเรามีความชอบและมีความถนัดในสาขาวิชาไหน แล้วลองเลือกมาเก็บไว้ 3 อันดับ โดยเลือกตามความถนัดของตัวเอง ไม่เลือกตามเพื่อน ตามใจพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือตามกระแสนิยม
วิเคราะห์สาขาวิชาที่จะสอบ
วิเคราะห์ สาขาวิชาที่ชอบนั้นว่าเรามีพื้นฐานความรู้ในสาขานั้นๆมากพอที่จะสอบติดหรือ ไม่ มีเวลาอ่านหนังสือพอหรือเปล่า แล้วสาขาวิชากนั้นมีการแข่งขันสูงแค่ไหน แล้วประเมินตัวเองตามความเหมาะสม ถ้าอันดับ 1 ที่เลือกไว้นั้นเป็นไปไม่ได้ ก็มุ่งไปที่อันดับ 2 หรือ 3
วิเคราะห์ สาขาวิชาที่ชอบนั้นว่าเรามีพื้นฐานความรู้ในสาขานั้นๆมากพอที่จะสอบติดหรือ ไม่ มีเวลาอ่านหนังสือพอหรือเปล่า แล้วสาขาวิชากนั้นมีการแข่งขันสูงแค่ไหน แล้วประเมินตัวเองตามความเหมาะสม ถ้าอันดับ 1 ที่เลือกไว้นั้นเป็นไปไม่ได้ ก็มุ่งไปที่อันดับ 2 หรือ 3
การเตรียมความพร้อม
เตรียม ตัวอ่านหนังสือ หาหนังสือมาให้ครบทุกเนื้อหาที่จะต้องสอบ หาอาจารย์หรือเพื่อนที่คนเก่งๆ มาติว เตรียมห้อง และอุปกรณ์สำหรับการอ่านหนังสือ
เตรียม ตัวอ่านหนังสือ หาหนังสือมาให้ครบทุกเนื้อหาที่จะต้องสอบ หาอาจารย์หรือเพื่อนที่คนเก่งๆ มาติว เตรียมห้อง และอุปกรณ์สำหรับการอ่านหนังสือ
วางแผนการใช้ชีวิต
ลอง ออกแบบชีวิตตัวเองดูว่า ในวันหนึ่งเราจะทำอะไรบ้าง อะไรที่จำเป็นและอะไรที่ไม่จำเป็น พยายามใช้เวลาในการอ่านหนังสือให้มากที่สุด
ลอง ออกแบบชีวิตตัวเองดูว่า ในวันหนึ่งเราจะทำอะไรบ้าง อะไรที่จำเป็นและอะไรที่ไม่จำเป็น พยายามใช้เวลาในการอ่านหนังสือให้มากที่สุด
วางแผนการอ่านหนังสือ
เริ่ม ต้นวางแผนว่าจะเลือกอ่านวิชาไหนก่อน ควรเลือกอ่านวิชาที่ชอบหรือถนัดก่อน เลือกทำข้อสอบหรือแบบฝึกหัดจากง่ายก่อน เพื่อเป็นสร้างกำลังใจในการอ่านวิชาต่อไป ซึ่งต้องวางแผนการอ่านให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่เหลือของการสอบ
เริ่ม ต้นวางแผนว่าจะเลือกอ่านวิชาไหนก่อน ควรเลือกอ่านวิชาที่ชอบหรือถนัดก่อน เลือกทำข้อสอบหรือแบบฝึกหัดจากง่ายก่อน เพื่อเป็นสร้างกำลังใจในการอ่านวิชาต่อไป ซึ่งต้องวางแผนการอ่านให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่เหลือของการสอบ
งดกิจกรรมอื่นๆ ชั่วคราว
สร้าง กฏเหล็กให้กับตัวเอง เช่น เลิกเล่นเกม เลิกเที่ยว เลิกดื่ม เลิกchat msn เลิกเม้น hi5 เลิกคุยโทรศัพท์นานๆ ชั่วคราว แต่อาจผ่อนคลายด้วยการออกกำลังกาย หรือการนั่งสมาธิ
สร้าง กฏเหล็กให้กับตัวเอง เช่น เลิกเล่นเกม เลิกเที่ยว เลิกดื่ม เลิกchat msn เลิกเม้น hi5 เลิกคุยโทรศัพท์นานๆ ชั่วคราว แต่อาจผ่อนคลายด้วยการออกกำลังกาย หรือการนั่งสมาธิ
เทคนิคการอ่านหนังสือ
อย่า ปล่อยให้ตัวเองมีเวลาว่าง อ่านทุกเมื่อที่มีโอกาส พกหนังสือต้องติดตัวตลอดเวลา ว่างเมื่อไรหยิบมาอ่านได้ทันที พยายามจดโน้ตสาระสำคัญไว้ ไม่ควรนอน กินขนม ฟังเพลง ดูทีวี พร้อมๆกับการอ่านหนังสือ ควรใช้สมาธิในการอ่านอย่างเดียว
อย่า ปล่อยให้ตัวเองมีเวลาว่าง อ่านทุกเมื่อที่มีโอกาส พกหนังสือต้องติดตัวตลอดเวลา ว่างเมื่อไรหยิบมาอ่านได้ทันที พยายามจดโน้ตสาระสำคัญไว้ ไม่ควรนอน กินขนม ฟังเพลง ดูทีวี พร้อมๆกับการอ่านหนังสือ ควรใช้สมาธิในการอ่านอย่างเดียว
สร้างกำลังในให้ตัวเองอย่างต่อเนื่อง
ใน ช่วงเวลาของการอ่านหนังสือ เราจะพบอุปสรรค์มากมาย เช่น ความขี้เกียจ ง่วง ความกังกล ความเบื่อหน่าย ต้องหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด เช่นการออกมาสูดอากาศนอกห้อง กินขนม ดูทีวี ฟังเพลง พูดคุยกับครอบครัว เล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือเล่นดนตรีซักพักแล้วค่อยเริ่มต้นอ่านใหม่ พยายามเชื่อมั่นว่าเราทำได้ และสร้างกำลังใจอยู่ตลอดเวลา
ใน ช่วงเวลาของการอ่านหนังสือ เราจะพบอุปสรรค์มากมาย เช่น ความขี้เกียจ ง่วง ความกังกล ความเบื่อหน่าย ต้องหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด เช่นการออกมาสูดอากาศนอกห้อง กินขนม ดูทีวี ฟังเพลง พูดคุยกับครอบครัว เล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือเล่นดนตรีซักพักแล้วค่อยเริ่มต้นอ่านใหม่ พยายามเชื่อมั่นว่าเราทำได้ และสร้างกำลังใจอยู่ตลอดเวลา
เคล็ดลับง่ายๆสำหรับการสอบเอ็น
น้องที่กำลังศึกษาอยู่ ม. 6 ที่ต้องเก็บตัวเงียบเพื่อหาความรู้เพิ่มเติมให้มากในการนำไปสอบแข่งขัน เพื่อให้มีโอกาส
เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงต่อไป หากน้อง ๆ มีทักษะในการทำข้อสอบมากพอ ก็จะทำให้เกิดความ
มั่นใจและประสบความสำเร็จได้ ในการที่จะทำข้อสอบให้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจนั้น ต้องมีการวางแผนการศึกษาตั้ง
แต่เนิ่น ๆ ควรให้เวลากับการศึกษาอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ ซึ่งการสอบ Entrance ที่ผ่านมา น้อง ๆ แต่ละคนอาจ
จะมีเคล็ดลับการสอบที่แตกต่างกันแล้วแต่ว่าใครจะงัดอะไรออกมาสู้กัน (ด้วยความสุจริต) ซึ่งได้แก่ ทางไสยศาสตร์ การบนบานศาลกล่าว เพื่อเสริมสร้างกำลังใจ หรือ การมีเคล็ดลับการเดาข้อสอบต่าง ๆ ซึ่งก็แล้วแต่ความสะดวกของน้องๆ แต่ละคน ซึ่งฉบับนี้ได้นำเคล็ดลับง่าย ๆ สำหรับการสอบ Entrance มาฝากน้อง ๆ เพื่อให้การสอบเป็นไปอย่างราบรื่น
1. การเตรียมความพร้อมก่อนวันสอบ น้อง ๆ ต้องให้ความสำคัญกับตารางสอบให้มาก ๆ เพราะตารางสอบจะบ่งบอกถึง วัน เวลา วิชาที่สอบ และสถานที่สอบ ให้กับน้อง ๆ ตลอดจนการสำรวจสถานที่สอบก่อนไปสอบจริงด้วย เพราะหากน้อง ๆ ดูไม่ละเอียดถี่ถ้วนแล้ว นั่นหมายถึงว่าน้องได้ตัดโอกาสของตนเองด้วย ส่วนเรื่องอุปกรณ์ที่ใช้ในการสอบ เช่น ดินสอ 2B หรือมากกว่านั้น เอกสารต่าง ๆ ที่ใช้เป็นหลักฐานในการยืนยันว่าน้องเป็นคนสมัครและเป็นคนมาสอบด้วยตนเองให้พร้อม (ไม่ควรมาหาเอาตอนจะไปสอบจะไม่ทันกาล)
2. ความพร้อมของน้อง ๆ เอง โดยก่อนออกจากบ้านไปยังสถานที่สอบ น้อง ๆ ให้ความสำคัญกับการแต่งกายหรือยัง การแต่งกายต้องสุภาพเรียบร้อย (ชุดนักเรียน) ถูกต้องตามระเบียบการแต่งกายของนักเรียนระดับ ม. ปลายหรือยัง ถ้ายังสำรวจตัวเองก่อนที่คณะกรรมการผู้คุมสอบจะไม่อนุญาตให้เข้าห้องสอบนะคะ แล้วอย่าลืมอุปกรณ์และเอกสารที่เตรียมไว้นะ จะได้ไม่เสียเวลาและไม่ทำให้น้องหงุดหงิดได้ค่ะ อย่าลืมว่าต้องไปทักทายเพื่อน ๆ ก่อนเข้าห้องสอบประมาณครึ่งชั่วโมงด้วยนะ เพื่อลดความวิตกกังวลและรู้สึกผ่อนคลาย จะได้รู้สึกดีและมั่นใจในการสอบ
3. เมื่อเข้าห้องสอบนั่งนิ่ง ๆ ทำใจให้สบาย ฟังคำชี้แจงจากคณะกรรมการคุมสอบให้ละเอียด ไม่เข้าใจให้สอบถามทันที เขียนชื่อ - สกุล รหัส ในกระดาษคำตอบให้เรียบร้อยเสียก่อน เพราะถ้าลืม ต่อให้เก่งสักเท่าไร บวก ไสยศาสตร์ก็ช่วยอะไรน้อง ๆ ไม่ได้นะคะ
4. รวบรวมสติให้มั่น อ่านคำชี้แจงให้ชัดเจน และให้เข้าใจ พร้อมทั้งสำรวจว่าข้อสอบที่ได้มีจำนวนข้อ และจำนวนหน้าตรงตามคำชี้แจงที่ข้อสอบได้ระบุไว้หรือไม่ ถ้ามีปัญหาอะไรให้รีบแจ้งคณะกรรมการคุมสอบโดยเร็ว
5. น้องต้องวางแผนการใช้เวลาในการสอบทั้งหมด โดยคาดการณ์ว่าจะใช้เวลาในการทำข้อสอบข้อละกี่นาที จึงจะเสร็จ น้อง ๆ ควรควบคุมและใช้เวลาในการทำข้อสอบตามแผนที่วางไว้ เพราะเมื่อพบข้อที่ยาก อาจจะทำให้ทั้งเวลาและความรู้สึกของน้องเสียไปได้
6. ให้น้อง ๆ รีบจดสาระสำคัญ เช่น สูตร หรือข้อความที่ต้องใข้ในวิชานั้น ๆ ลงในกระดาษคำถามก่อนที่ความตื่นเต้นจะทำให้ลืมไปเสียก่อน (แล้วอย่าเผลอไปจดใส่กระดาษอื่น ๆ ล่ะ เดี๋ยวเจอข้อหาทุจริตได้ จะหาว่าไม่เตือน)
7. ให้น้อง ๆ เลือกทำข้อสอบในส่วนของข้อที่ง่ายก่อน แล้วค่อยทำข้อสอบในส่วนที่ยากต่อไป เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง ในสถานการณ์ที่พบข้อที่ยากให้ทำเครื่องหมายและข้ามไปทำข้อถัดไปก่อนแล้วจึงย้อนกลับมาทำใหม่ ให้น้อง ๆ ระวังข้อคำถามหรือต้องเลือกที่มีคำที่เป็นปฏิเสธ หรือปฏิเสธซ้อนปฏิเสธให้ใช้ความละเอียดรอบคอบในการพิจารณาความหมายที่ถูกต้อง เพราะจะทำให้เสียคะแนนได้
8. น้องควรใช้ความรู้ในการทำข้อสอบและไม่ต้องสนใจกับรูปแบบของข้อที่ตอบให้มากนัก เช่น ตอบข้อ ก แล้ว ข้อถัดไปไม่ควรจะเป็นข้อ ก อีก เป็นต้น ให้น้องคำนึงถึงตัวเนื้อหาที่เป็นคำตอบที่ถูกต้องดีกว่า เพราะถ้าน้องยึดติดกับตัวรูปแบบของการตอบแล้ว อาจทำให้พลาดจากคะแนนที่ต้องการได้ค่ะ
9. การตอบปกติแล้วคำตอบที่คิดไว้เป็นครั้งแรกมักจะเป็นคำตอบที่ถูก แต่ถ้าหากจะเปลี่ยนคำตอบ ควรเปลี่ยนเมื่อแน่ใจจริง ๆ ว่าที่ตอบมาแล้วตอบผิด แต่หากไม่แน่ใจให้น้องคงคำตอบเดิมไว้นะคะ ความรู้ไม่เข้าใครออกใคร ความคิดของน้องครั้งแรกจะเป็นจะเป็นตัวช่วยเพิ่มคะแนนให้น้อง ๆ ได้คะ ถ้าเวลาในการทำข้อสอบเหลือพอที่จะทบทวนให้น้องย้อนกลับไปทบทวนเฉพาะข้อที่ยากและไม่เข้าใจ เพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง และถ้าข้อสอบที่มีตัวเลือกเหลือให้ต้องเดาต้องเดาอย่างมีหลักการของความถูกต้องนะคะ เพราะไม่งั้นคะแนนอาจติดลบได้ค่ะ แต่บางคนมีเคล็ดลับการเดาที่ดี คือ การมีพื้นฐาน ความรู้และประสบการณ์ ก็อาจทำแต้มขึ้นมาได้ค่ะ
10. แนวโน้มเนื้อหาในการสอบ Entrance และคะแนนของข้อสอบแต่ละวิชา จะมีน้ำหนักที่ต่างกันออกไป ค่าของคะแนนจะขึ้นอยู่กับความยากง่ายของเนื้อหาที่ออกเป็นส่วนใหญ่ ข้อสอบที่นิยมนำมาทดสอบน้อง ๆ จะมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ ข้อสอบแบบ ปรนัย และ ข้อสอบแบบอัตนัย ซึ่งน้อง ๆ บางคนอาจจะสับสนกับ คำว่า "ปรนัย" และ "อัตนัย" อยู่บ้าง "ปรนัย" คือ ข้อสอบที่มีคำถาม พร้อมตัวเลือกให้เลือกตอบ จำนวน 4 ตัวเลือก (ระดับมัธยมศึกษา) และ "อัตนัย" คือ ข้อสอบที่มีคำถาม เพียงอย่างเดียว แล้วให้น้องหาคำตอบจากการแสดงวิธีทำ เพื่อให้ได้คำตอบที่ต้องการ ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปเนื้อหาของข้อสอบที่ใช้ จะวัดพฤติกรรมการเรียนรู้ ของผู้เรียนมากกว่า โดยใช้หลักการของนักจิตวิทยาการศึกษา ชื่อว่า Benjamin S. Bloom (น้อง ๆ คงจะคุ้นเคยกับชื่อนี้มาบ้างแล้ว) ซึ่ง Bloom เองได้กำหนด พฤติกรรมการเรียนรู้ ไว้ดังนี้
10.1 ความรู้ ความจำ หมายถึง การวัดความสามารถในการระลึกได้ถึงประสบการณ์ที่เคยศึกษา
ความจำอาจเป็นการถามความเกี่ยวกับศัพท์ และนิยามกฎเกณฑ์ วิธีการ เป็นต้นโดยคำถามมักจะใช้
คำว่า อะไร ที่ไหน อย่างไร
10.2 ความเข้าใจ หมายถึง การวัดความสามารถในการแปลความ ตีความ และขยายความ
10.3 การนำไปใช้ หมายถึง การนำหลักวิชาไปใช้ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่
10.4 การวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะส่วนต่าง ๆของเหตุการณ์หรือเรื่องราวว่า
เป็นอย่างไร การวิเคราะห์ถึงความสำคัญ ความสัมพันธ์หรือหลักการเป็นต้น
10.5 การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการรวบรวมสิ่งที่ศึกษาเข้าด้วยกันเป็นสิ่งใหม่ หรือรูป
แบบใหม่ อาจเป็นการสังเคราะห์ข้อความ การวางแผนงานล่วงหน้าหรือความสัมพันธ์ เป็นต้น
10.6 การประเมินค่า หมายถึงความสามารถในการพิจารณาตัดสินเกี่ยวกับข้อมูลที่ได้ศึกษามาทั้ง
หมดว่าตัดสินได้ว่าอย่างไร โดยข้อสอบที่ นำมาทดสอบน้องในการสอบ Entrance แต่ละปีนั้น ก็มักจะ
นำพฤติกรรมการเรียนรู้ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมาเป็นตัวทดสอบความรู้ของน้อง ๆ เอง โดยที่น้องต้องรู้
ว่าพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ทางผู้ออกข้อสอบนำมาใช้นั้น เป็นแนวใด และมีลักษณะเช่นไรแล้ว จะทำให้
น้อง ๆ มีแนวทางใน การเตรียมตัวอ่านหนังสือและเตรียมตัวสอบ Entrance ต่อไป
11. น้องๆ อย่าลืมตรวจสอบกระดาษคำตอบว่าได้ตอบทุกข้อคำถามและเลือกตอบเพียง 1 ตัวเลือกเท่านั้นก่อนส่งให้กรรมการคุมสอบด้วยนะคะ
12. หลังสอบเสร็จแล้วให้น้อง ๆ กลับไปทบทวนในข้อที่ยากหรือข้อที่ไม่แน่ใจทันที เพื่อเป็นการเรียนรู้จากข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนอีกครั้ง สำหรับในการสอบครั้งต่อไป
น้อง ๆ บางคน อาจจะเห็นความสำคัญของเนื้อหาในเรื่องนี้เป็นแค่เรื่องธรรมดา แต่อย่าประมาทนะคะ เพราะ
ความประมาททำให้พลาดโอกาสมานักต่อนักแล้ว เตรียมตัวกันไว้แต่เนิ่น ๆ จะทำให้ไปเดินโก้ในมหาวิทยาลัยได้ค่ะ
"ความสำเร็จในทางการศึกษา มิได้มาเพราะโชคช่วย หรือด้วยคำพร่ำภาวนา แต่มาจากการไขว่คว้า พยายาม เอาจริงเอาจังและมีวินัย"
4 ขั้นตอน การจัดตารางการอ่านหนังสือ
4 ขั้นตอน การจัดตารางการอ่านหนังสือ
จริงๆ แล้วการอ่านหนังสือตอนที่พี่อ่านเตรียมสอบ ไม่ได้จัดตารางเลยครับ เพราะเคยทำแล้ว ทำไม่ได้ แล้วจะอ่านให้มีประสิทธิภาพทำอย่างไร ตอบได้คำเดียวครับ "อ่านเมื่ออยากอ่าน" แต่ต้องไม่ใช่ว่ามีแต่ไม่อยากอ่านนะ ต้องทำให้อยากอ่านบ่อยๆ อยากอ่านมากๆ อยากรู้มากๆ เพื่อให้การอ่านมีประสิทธิภาพครับ อ่านทุกเวลาที่สามารถทำได้นั่นแหละดีที่สุด
เพื่อนพี่เคยติดสูตรไว้ในห้องน้ำ พกสูตรติดตัว พกโน้ตย่อไว้ที่กระเป๋าเสื้อตลอดเวลา บางคนมีหนังสือติดตัวทุกที่ เพื่อให้ อยากอ่านเมื่อไร ก็หยิบขึ้นมาอ่านได้ทันที ไม่ต้องรอเวลา ไม่ต้องจัดตารางเอาละ แล้วถ้าจะจัดตารางเวลาอ่านหนังสือ จะทำยังไงดี พี่ขอว่าเป็นข้อๆ เลยดีกว่าครับ
1. เลือกเวลาที่เหมาะสม
เวลาที่เหมาะสมหมายความว่า เวลาที่น้องต้องการจะอ่าน เวลาที่ว่างจากงานอื่น เวลาที่อยากจะอ่านหนังสือ หรือเป็นเวลาที่อ่านแล้วได้เนื้อหามากที่สุด เข้าใจมากที่สุด เวลาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนชอบอ่านตอนเช้าตรู่ บางคนชอบอ่านตอนกลางคืนก่อนนอน บางคนชอบอ่านเวลากลางวัน แล้วแต่การจัดสรรเวลาของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน น้องต้องเลือกดูเวลาที่เหมาะสมของตัวเองนะครับ การจัดเวลาต้องให้ได้อย่างน้อย 2 ชั่วโมงครับ วันนึงถ้าอ่านหนังสือแค่วันละ 2 ชั่วโมงน้อยมาก
เวลาที่เหมาะสมหมายความว่า เวลาที่น้องต้องการจะอ่าน เวลาที่ว่างจากงานอื่น เวลาที่อยากจะอ่านหนังสือ หรือเป็นเวลาที่อ่านแล้วได้เนื้อหามากที่สุด เข้าใจมากที่สุด เวลาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนชอบอ่านตอนเช้าตรู่ บางคนชอบอ่านตอนกลางคืนก่อนนอน บางคนชอบอ่านเวลากลางวัน แล้วแต่การจัดสรรเวลาของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน น้องต้องเลือกดูเวลาที่เหมาะสมของตัวเองนะครับ การจัดเวลาต้องให้ได้อย่างน้อย 2 ชั่วโมงครับ วันนึงถ้าอ่านหนังสือแค่วันละ 2 ชั่วโมงน้อยมาก
2. วางลำดับวิชาและเนื้อหาขั้นตอนต่อมา คือ เลือกวิชาที่จะอ่าน มีหลักง่ายๆ คือ เอาวิชาที่ชอบก่อน เพื่อให้เราอ่านได้เยอะๆ และอ่านได้เร็ว ควรเลือกเรื่องที่ชอบอ่านก่อนเป็นอันดับแรก จะได้มีกำลังใจอ่านเนื้อหาอื่นต่อไป ไม่แนะนำวิชาที่ยาก และเนื้อหาที่ไม่ชอบนะครับ เพราะจะทำให้เสียเวลาเปล่า การอ่านหนังสือควรอ่านให้ได้ตามที่เราวางแผนเอาไว้ วิธีการก็คือ List รายการหรือเนื้อหา บทที่จะอ่านให้หมด จากนั้นค่อยเลือกลำดับเนื้อหาว่าจะอ่านเรื่องใดก่อนหลัง แล้วค่อยลงมืออ่าน
3. ลงมือทำ
ยังไง ถ้าไม่มีข้อนี้ก็ไม่มีทางสำเร็จ การลงมือทำคือการลงมืออ่านอย่างจริงจัง อย่าผัดวันประกันพรุ่ง เหมือนกับที่พี่เคยเขียนไว้ว่า อย่าฝากอนาคตของตัวเองไว้กับความขี้เกียจของวันนี้ บางคนลงมือทำ แต่ไม่จริงจัง ก็ไม่ได้นะครับ ขอให้นึกถึงชาวนาแล้วกัน ถ้าลงมือทำนาเริ่มตั้งแต่หว่าน ไถ แล้วทิ้งค้างไว้แต่ไม่ทำให้สำเร็จ ไม่ดูแลจนกระทั่งเก็บเกี่ยว หรือทิ้งไว้ไม่เก็บเกี่ยว การทำนาก็จะไม่สำเร็จ เราก็จะไม่มีข้าวกิน ดังนั้น ขอให้น้องๆ "ทำอะไร ทำจริง" แล้วกันนะครับ ทำให้ได้จริงๆ
ยังไง ถ้าไม่มีข้อนี้ก็ไม่มีทางสำเร็จ การลงมือทำคือการลงมืออ่านอย่างจริงจัง อย่าผัดวันประกันพรุ่ง เหมือนกับที่พี่เคยเขียนไว้ว่า อย่าฝากอนาคตของตัวเองไว้กับความขี้เกียจของวันนี้ บางคนลงมือทำ แต่ไม่จริงจัง ก็ไม่ได้นะครับ ขอให้นึกถึงชาวนาแล้วกัน ถ้าลงมือทำนาเริ่มตั้งแต่หว่าน ไถ แล้วทิ้งค้างไว้แต่ไม่ทำให้สำเร็จ ไม่ดูแลจนกระทั่งเก็บเกี่ยว หรือทิ้งไว้ไม่เก็บเกี่ยว การทำนาก็จะไม่สำเร็จ เราก็จะไม่มีข้าวกิน ดังนั้น ขอให้น้องๆ "ทำอะไร ทำจริง" แล้วกันนะครับ ทำให้ได้จริงๆ
อยากจะบอกว่าช่วงนี้ยังมีเวลาเพียงพอสำหรับการเริ่มต้นที่ดี ยังไม่สายเกินไปหากคิดจะเริ่มอย่างจริงจัง อย่าอ่านเพียงแค่ได้เปิดหนังสือ อย่าโกหกตัวเองว่าได้อ่านแล้ว อย่าหลอกตัวเอง อย่าหลอกคนอื่น ความรู้ไม่สามารถลอกเลียนแบบกันได้ หลอกคนอื่นอาจหลอกได้ หลอกตัวเองไม่ได้แน่นอน คนที่รู้จักเรามากที่สุดก็คือ ตัวเราเองนี่แหละ ตั้งใจทำ ทำเพื่ออนาคตของตัวเองนะครับ
ขอให้โชคดีประสบความสำเร็จครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





