วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

วิธีเพิ่มความสูง

วิธีเพิ่มส่วนสูง

  1. ออกกำลังกายเพิ่มความสูง หรือการออกกำลังกายที่ทำให้มีการยืดของร่างกายวันละประมาณ 30-60 นาที ไม่ว่าจะเป็น กระโดดเชือก บาสเกตบอล ว่ายน้ำ วอลเลย์บอล หรือการออกกำลังกายในลักษณะห้อยโหนตัว (การโหนบาร์) เป็นต้น ก็ต่างมีส่วนในการเพิ่มความสูงทั้งนั้น ซึ่งค่อนข้างจะได้ผลดีมากเพราะการออกกำลังกายจะช่วยไปกระตุ้นการหลังของ โกรทฮอร์โมนให้เพิ่มมากขึ้น
  2. วิธีเพิ่มความสูง ด้วยการกระโดดเชือกให้ได้วันละ 30 นาที อาจจะแบ่งทำเป็นครั้งละ 5 นาทีแล้วพัก แต่ต้องทำให้ครบหรือมากกว่า 30 นาที (ไม่นับรวมเวลาพัก)
  3. เพิ่มความสูง ด้วยการกระโดดสูงบ่อยๆ โดดให้สูงจากพื้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยอาจจะกระโดดอยู่กับที่ก็ได้ ซึ่งวิธีการโดดก็คือแบ่งเป็นเซทโดดครั้งละ 10 ที และทำมากกว่า 5 เซทขึ้นไป
  4. การ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และควรเน้นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ เพราะวิตามินหลายๆชนิดมีส่วนในการเจริญเติบซึ่งก็จะช่วยเพิ่มความสูงไปด้วย ซึ่งจะขาดไม่ได้เลยก็คือการเน้นรับประทานอาหารที่มีโปรตีนและมีแคลเซียมควบคู่กันไปด้วย และขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้
  5. วิธีเพิ่มความสูงของร่างกาย ด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และรับประทานให้ครบ 3 มื้อทุกๆวัน (เช้า กลางวัน เย็น)
  6. เพิ่ม ส่วนสูง ด้วยการดื่มนมให้ได้วันละ 2 แก้ว หลังอาหาร(เช้าและก่อนนอน) เพราะนมอุดมไปด้วยแคลเซียมซึ่งมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและกระดูก
  7. นอนหลับอย่างพอเพียงและเป็นเวลา ไม่ควรนอนดึกเพราะฮอร์โมนที่ช่วยเรื่องความสูงอย่างโกรทฮอร์โมนจะหลั่งใน ช่วงเที่ยงคืนถึงตีห้า และโกรทฮอร์โมนจะหลั่งออกมามากถ้าหากนอนหลับอย่างสนิท ในขณะที่การหลับๆตื่นๆจะทำให้โกรทฮอร์โมนหลังออกมาน้อยมาก
  8. งดการดื่มน้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และงดการสูบบุหรี่ด้วยถ้าเป็นไปได้
  9. วิธีเพิ่มส่วนสูงยืด ส่วนสูง ด้วยเครื่องยืดกระดูก อีกตัวช่วยหนึ่งที่คุณอาจจะต้องลงทุนนิดนึงแต่มันก็ค่อนข้างจะได้ผล ซึ่งการทำงานของเครื่องนี้ก็คือการเพิ่มความสูงด้วยการยืดกระดูก ลำตัว และข้อต่อ ซึ่งทำให้เกิดพื้นที่หรือช่องว่างมากขึ้น เหมือนกับการเล่นกีฬาอย่างบาสเกตบอล วอลเลย์บอล
  10. การฉีดยาเพิ่มความสูง เป็น การฉีดโกรทฮอร์โมนเพิ่มความสูง หรือฮอร์โมนจีเอช (Growth hormone : GH) อันนี้ต้องระวังกันสักนิด เพราะพ่อแม่บางคนเข้าใจผิด ทั้งๆที่ลูกก็มีส่วนสูงเป็นปกติตามเกณฑ์ดีทุกอย่าง แต่อยากเพิ่มส่วนสูงให้ลูกอีกเพราะอยากให้ลูกเป็นนายแบบ นางแบบ หรือดารา ต้องหยุดความคิดไว้ก่อน เพราะถ้าหากลูกของคุณไม่ได้ขาดฮอร์โมนชนิดนี้ แล้วการที่ฉีดเพิ่มเข้าไปจะกลับกลายเป็นผลเสียซะมากกว่า อย่างเช่น ทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูง การฉีดไปนานๆ อาจทำให้เด็กป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคกระดูก โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ เป็นต้น
  11. การ รับประทานผลิตภัณฑ์โกรทฮอร์โมนเสริมอาหาร อันนี้ไม่แน่ใจว่าจะเห็นผลมากน้อยเพียงใด แต่ไม่แนะนำเนื่องจากฮอร์โมนทุกชนิดอาจถูกย่อยสลายในกระเพาะ
  12. โคลอสตรุ้มเพิ่มความสูง (Colostrum) หรือ น้ำนมเหลืองจากแม่วัว ที่หลังออกมาในช่วงวันแรกหลังการคลอด เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มความสูงได้โดยไม่มีผลข้างเคียงแต่อย่างใด ซึ่งประกอบไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและความสูง โดย อย่าง ธาตุแคลเซียม ธาตุแมกนีเซียม วิตามินดี ในปริมาณที่เหมาะสม
  13. การผ่าตัดเพื่อเพิ่มความสูง เป็นการผ่าตัดยืดกระดูก ที่บริเวณขา หน้าแข้ง แล้ววางยาสลบและใส่เครื่องยืดกระดูก แล้วยิงลวดตัดผ่านเข้าชั้นกระดูก เพื่อแยกกระดูกออกจากกัน และยึดลวดด้านบนและล่างเพื่อยึดเครื่องมือที่ใช้ยืดกระดูกที่ตัดออกจากกัน วันละ 1 มิลลิเมตร ซึ่งตามทฤษฎีแล้วสามารถเพิ่มความสูงได้มากถึง 5 ซม. แต่ ข้อเสียของวิธีนี้คือมีความเสี่ยงหลายประการ เช่น กระดูกที่ได้จากการเชื่อมต่ออาจจะไม่แข็งแรงเหมือนเดิม ใช้ระยะเวลาในการรักษานานเป็นปี อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการผ่าตัด ภาวะที่กระดูกไม่ติดกัน กระดูกเบี้ยว ไม่ตรงเหมือนเดิม เสี่ยงเป็นอัมพาต และภาวะติดเชื่อซึ่งจะรักษายากมาก ถ้าติดเชื้อรุนแรงอาจจะต้องตัดขาได้เลย แถมมีค่าใช้จ่ายในการ รักษาก็เป็นล้าน วิธีนี้จึงไม่ขอแนะนำ
  14. เพิ่มความสูงเทคนิคเพิ่มส่วนสูง แบบเห็นผลทันที (หลอกๆ นะ) ถ้าเป็นผู้หญิงก็คงจะใส่ส้นสูงกันซะส่วนมาก แล้วถ้าเป็นผู้ชายละจะทำยังไง? นั้นก็คือ… แผ่นรองส้นเพิ่มความสูง ที่ผลิตจากใยสังเคราะห์ผสมกับโฟม มีความยืดหยุ่น สามารถสลับไปใส่กับรองเท้าคู่อื่นๆก็ได้ และสามารถถอดออกมาซักได้ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มความสูงได้ตั้งแต่ 3.5 – 10 ซม.เลยทีเดียว
  15. วิธีการเพิ่มความสูงสำหรับทุกวัย (เลยแล้ววัยก็ทำได้) โดยจะช่วยเพิ่มความสูงได้ประมาณ 1 ซม. โดยต้องทำวันละ 1 นาที ซึ่งเป็นเทคนิคจากแพทย์โรคกระดูกญี่ปุ่น โดยวิธีการง่ายๆก็คือ ให้นั่งขุกเข่า แล้วโน้มตัวไปด้านหลังจนนอนราบ ส่วนแขนก็ยืดขึ้นด้านบนราบกับพื้น และค้างไว้ทานี้ประมาณ 1 นาที ซึ่งจะช่วยให้กระดูกที่งอหรือคดตามกาลเวลาให้กลับมาอยู่ในแนวตรงเหมือนเดิม ผลที่ได้ก็คือจะได้ความสูงตามความจริงของเรากลับมานั่นเอง
  16. วิธีเพิ่มความสูงด้วยตัวเอง ข้อสุดท้ายสำคัญมากๆ คือ “ความสม่ำเสมอ” และ “ความสม่ำเสมอ” ถ้าขาดข้อนี้ไปก็คงไม่ได้ผล

10 อันดับอาหารยอดอ้วน

10 อันดับ “อาหารยอดอ้วน” ภาคจบ 

อันดับ 10 ขนมปังขาว (White Bread)

อาหารชนิดนี้ทำมาจากแป้งสาลีขัดสี (Refined Flour) กระบวนการขัดขาวทำให้สารอาหารในแป้งลดลง แถมใยอาหาร(Fiber)ก็หายไปด้วย เมื่อไม่มีกากใย ก็ทำให้เราอิ่มช้าลง ระดับน้ำตาลในเลือดของเราจะขึ้นสูงและลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เราหิวเก่ง อาหารตัวอย่างที่มีขนมปังขาวเป็นส่วนประกอบก็เช่น ขนมปังแฮมเบอร์เกอร์ หรือขนมปังทำแซนด์วิช และนี่ก็คืออันดับสิบของอาหารชวนอ้วนของเรา มันไม่มีกากใย อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตและ น้ำตาล กินไปก็มีแต่จะทำให้อ้วน วิธีหลีกเลี่ยงก็คือ เราควรจะเลือกทานขนมปังโฮลวีทล้วน (100% Wholewheat Bread หรือ Sprouted Bread) มาทาน เพราะเมื่อทานแล้วเราสามารถควบคุมน้ำหนักให้คงที่ได้ และผลต่อมาก็คือ การลดน้ำหนัก

อันดับ 9 ซีเรียล (Cereal)

ซีเรียล… เป็นอาหารเช้าที่คนนิยมทาน เพราะมันสะดวกดี แต่มันเป็นอาหารที่เต็มไปด้วยน้ำตาล และก็ไม่ค่อยมีคุณค่าหรือวิตามินอะไรเลย ถึงแม้ว่ามันจะบอกหน้ากล่องว่า Whole Grain แต่คุณก็ต้องเช็ครายละเอียดวัตถุดิบและ คุณค่าทางอาหาร ข้างหลังกล่องให้ดี ว่ามันเป็น โฮลเกรน แบบ 100 % หรือเปล่า เพราะเหมือนกับอาหารน้ำตาลสูงชนิดอื่น เมื่อคุณทานไปแล้ว ระดับน้ำตาลในเลือดจะขึ้นสูงอย่างฉับพลัน ทำให้เรากระปรี้กระเปร่า เดี๋ยวเดียว หลังจากนั้นแล้วระดับน้ำตาลก็ลดต่ำอย่างรวดเร็ว ทำให้คุณหิวและต้องหาของกินเพิ่ม จนสุดท้ายความอ้วนก็มาเยือนอย่างช่วยไม่ได้ เรื่องนี้ตรงกับคราวนี้คุณก็รู้แล้วว่า อาหารที่เต็มไปด้วยน้ำตาลนั้น เป็นสิ่งแรกที่คุณควรหลีกเลี่ยงในมื้อแรกของวัน คุณอาจจะเลือกทานผลไม้ หรือบางทีอาจจะเป็น ข้าวโอ๊ต โฮลเกรน หรือซีเรียลเพื่อสุขภาพทั้งหลายแทน เพื่อการลดน้ำหนักที่ได้ผล

อันดับ 8 อาหารลดน้ำหนัก (Diet Food Products)

อาหารไขมันต่ำ หรือที่เรียกกันว่าอาหารสำหรับไดเอทนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้ช่วยให้ลดน้ำหนักได้เลย  เพราะมันใส่ผงชูรส หรือสารเคมีแต่งรสที่ทำให้เราติดรสอาหารและอยากกินเพิ่ม เมื่อทานเข้าไปแล้ว มันจะหลอกร่างกายของเราว่าได้รับอาหารแล้ว แต่ท้ายที่สุดก็ทำให้เราหิวโซ จนสุดท้ายอาจลงเอยด้วยการทานอาหารเกินพอดีได้ แต่ก่อนฉันก็ชอบดื่มน้ำอัดลมแบบไร้น้ำตาลมาก แต่ยิ่งดื่มกลับยิ่งหิว และอีกอย่างคือมันทำให้เราเหลิงด้วย เช่นถ้าคิดว่าเมื่อดื่มน้ำอัดลมไดเอทแล้ว คราวนี้ก็ทานขนมหวานได้สิ ซึ่งเป็นการฝึกนิสัยตนเองแบบผิดๆ ทางที่ดี ฉันคิดว่า เราน่าจะเลือกทานผักและผลไม้ จากธรรมชาติดีกว่า

อันดับ 7 ไก่ทอด (Fried Chicken)

เป็นอาหารที่แย่มาก โดยเฉพาะกับคนที่กำลังลดน้ำหนักอยู่ นอกจากจะชุ่มไปด้วยน้ำมันแล้ว มันยังผ่านการทอดในอุณหภูมิสูง และน้ำมันที่ใช้ก็ต้องใช้หลายครั้งซึ่งไม่ค่อยจะถูกหลักหลักสุขลักษณะเท่า ไหร่  นอกจากนี้ เรายังชุบไก่ในแป้งทอดกรอบที่ทำจากแป้งสาลีขัดขาวไร้ประโยชน์อีก ด้วยน้ำมันที่ร้อนขนาดนี้ สารอาหารในเนื้อไก่ก็สลายไปหมด ทางเลือกที่ดีที่สุดนั้น น่าจะเป็นการนำไก่ไปอบแทน(Roasted Chicken) สุขภาพคุณจะดีขึ้นหลายเท่าเลยค่ะ หากเลือกทำเช่นนี้แทน เพราะว่าเวลาเราลดน้ำหนัก อาหารทอด ที่มีไขมันสูงนั้น ถือเป็นของต้องห้ามอันดับแรกเลยทีเดียว หลีกเลี่ยงได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีต่อตัวคุณเอง

อันดับ 6 น้ำหวาน และ ชา กาแฟ (Coffee)

อ่านเรื่อง เครื่องดื่มเพิ่มพุง
กาแฟเย็น หวานๆ ให้พลังงาน ที่เราทานกันประจำ ซึ่งเต็มไปด้วยครีม และน้ำตาลที่เติมเพื่อความอร่อยแต่ทำให้เราเสียสุขภาพ บางแก้วมีพลังงานสูงถึง 800 กิโลแคลอรี่เลยทีเดียว นี่เราพูดถึงแค่เครื่องดื่มแก้วเดียวนะคะเนี่ย มันมีพลังงานสูงถึงครึ่งหนึ่งของพลังงานที่เราต้องการต่อวันเลยล่ะ เครื่องดื่มเหล่านี้น่ากลัวมากเลยนะคะ เพราะบางที เราเผลอบริโภคไปอย่างไม่รู้ตัวกันเลย เป็นภัยความอ้วนที่แฝงอยู่ ในเครื่องดื่มแก้วโปรดเแสนอร่อย เคล็ดลับก็คือ ถ้าหากคุณชอบดื่มกาแฟ ก็ลองชงกาแฟแล้วปรุงเองไม่ให้หวาน หรือมันมากเกินไป ถ้าอยากทานขนมหวานอย่างอื่นควบคู่ก็ทำได้ เพราะ เราสามารถควบคุมปริมาณได้ แต่อย่าทานกาแฟเย็นรสชาติหวานมันเข้มข้นในคราวเดียวเลยค่ะ เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายปรับตัวตามระดับน้ำตาลและคาเฟอีนไม่ทันแล้ว เรายังควบคุมปริมาณไขมันและน้ำตาลที่ได้รับในแต่ละวันไม่ได้อีก เพราะมันง่ายเหลือเกิน ที่จะดื่มกาแฟแก้วโปรด ไม่ว่าจะเป็น มอคค่า หรืออะไรก็แล้วแต่ให้หมดได้ภายในพริบตา

อันดับ 5  ขนม และลูกกวาด (Candy)

เหมือนกับอีกหลายๆคน ที่เดี๋ยวนี้ด้วยชีวิตเร่งรีบจนบางครั้งเวลาหิวก็คว้า ลูกอม หรือ ขนมแท่ง มาทานแก้หิว แถมบางทียังตั้งถ้วยขนมไว้ใกล้ตัวอีก ทีนี้ก็เพลินคว้ากินได้ทั้งวัน  นอกจากทั้งน้ำตาลและไขมันจะเยอะแล้ว ขนม ลูกอม ต่างๆยังมีส่วนผสมสังเคราะห์อีกมากมายที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ อย่าเลย เวลาหิวอย่ากินขนม เเต่ควรหันไปคว้าผลไม้มาทานแก้หิวแทนดีกว่า ลองเปลี่ยนมาวางจานผลไม้ หรือพก ผลไม้ติดกระเป๋าไว้แทนขนมดีกว่า  หากลองทำวิธีนี้แล้ว รับรองว่าคุณต้องลดน้ำหนักลงได้อย่างแน่นอน

อันดับ 4 เฟรนช์ฟรายส์ (French Fries)

มาพูดถึงส่วนประกอบหลักดีกว่า มันฝรั่ง มันเป็นผักก็จริง แต่ว่าคุณค่าทางอาหารนั้นต่ำจนจัดอยู่ในอันดับรั้งท้ายของตารางคุณค่าอาหาร ของผักชนิดต่างๆเลยทีเดียว  ประโยชน์น้อยแล้ว เรายังนำเอามาทอดในน้ำมันอีก เหมือนที่กล่าวไปแล้วนะคะ ถึงอันตรายของอาหารทอด ดังนั้นเฟรนช์ฟรายส์จึงเป็นอาหารแคลอรี่สูง ไม่เป็นที่พึงประสงค์ของคนอยากลดน้ำหนัก แต่มันเป็นที่นิยมแพร่หลาย เพราะหาซื้อง่าย ทำให้เรากินได้ทุกวัน แถมคนขายก็ให้เยอะเชียว บางทีนึกไม่ออกเลยนะคะว่าอาทิตย์นี้กินเฟรนช์ฟรายส์ไปแล้วกี่จาน แนะนำว่า เวลาไปทานอาหารฟ้าสต์ฟู้ด(Fast Food) ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่แนะนำ ให้ลองบอกพนักงานว่าไม่เอาเฟรนช์ฟรายส์สิคะ กินแต่เบอร์เกอร์ หรืออาหารหลักชนิดอื่นอย่างเดียว ลองดู หลีกเลี่ยงเฟรนช์ฟรายส์ แล้วสุขภาพของคุณจะดีขึ้น

อันดับ 3 ขนมเบเกอรี่ ขนมอบต่างๆ (Pastries)

พาย โดนัท แล้วก็ขนมเบเกอรี่ต่างๆ  มาถึงตรงนี้ คุณคงเห็นความน่ากลัวของอาหารประเภทที่เต็มไปด้วยแป้งขัดขาวและน้ำตาลแล้ว จากการจัดอันดับนี้  นอกจากมันจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่คงที่ ยังทำให้อ้วนง่ายอีกต่างหาก เพราะพอเราได้รับน้ำตาลมากเกินความจำเป็นของร่างกายแล้ว มันก็จะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสม ทำให้เราอ้วนแทน อาหารประเภท พาย โดนัท เบเกอรี่ก็เช่นกัน มันทำมาจากแป้งและน้ำตาลทั้งนั้น และพวกเราก็ยังชอบทานพวกมันเป็นอาหารเช้าอีกต่างหาก จำไว้เลยค่ะว่าอาหารประเภทที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นลงอย่างฮวบฮาบนั้นเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคอ้วน ดังนั้น ถ้าอยากควบคุมน้ำหนัก คุณต้องพยายามหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ให้ได้นะคะ

อันดับ 2 มันฝรั่งทอดกรอบ (Potato Chips)

ง่ายๆเลย มันก็คือเฟรนช์ฟรายส์ที่แต่งรส และใส่สารกันบูด แค่มัดปากถุงไว้ก็กินได้เป็นเดือน เช่นเดียวกับเฟรนช์ฟรายส์ มันถูกทอดในน้ำมัน และก็แทบจะไม่มีเหลือสารอาหารอะไรที่เป็นประโยชน์อยู่เลย เรียกได้ว่ามันเป็นอาหารพลังงานสูงไร้ประโยชน์(Empty Calories Food) ที่ไม่ช่วยอะไรนอกจากทำให้อ้วน ทั้งนี้ยังรวมถึง ขนมกรุบกรอบชนิดอื่นด้วย อย่างแผ่นข้าวโพดทอดกรอบ (Corn Chips) เป็นต้น จึงแนะนำให้แทนที่ของกรุบกรอบด้วย ผักและผลไม้แทนจะดีกว่านะคะ

อันดับ 1 น้ำอัดลม (Soda Pop)

รู้ไหมคะ มันทำจากน้ำตาลข้าวโพด!  นำมาอัดกระป๋องแล้วก็ยิ่งดื่มง่าย สะดวกแก่การหยิบฉวย น้ำอัดลมจัดเป็นเครื่องดื่มพลังงานสูง ไร้ประโยชน์ ที่ร่างกายพร้อมที่จะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินสะสมเป็นไขมัน เมื่อใช้ไม่หมด ไม่น่าเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ขายดีที่สุดในซุปเปอร์มาเก็ตในอเมริกา เเละทั่วโลก นั่นหมายถึงว่าตอนนี้มีคนมากมายที่กำลังเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน มันเป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีประโยชน์ทางโภชนาการเลยค่ะ และที่แย่ไปกว่านั้นคือ เราไม่ได้ดื่มน้ำอัดลมอย่างเดียว เราดื่มมัน พร้อมกับขนมคบเคี้ยว หรืออาหารอย่างอื่นด้วย ยิ่งทำให้แย่ขึ้นไปอีก ลองเปลี่ยนมาดื่มน้ำเปล่าแทนนะคะ หากคุณตัดน้ำอัดลมออกจากเมนูประจำวันได้ มันจะเป็นการคุมน้ำหนักที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว และอย่างที่ได้บอกไปแล้ว เครื่องดื่มประเภทปราศจากน้ำตาลก็ไม่ได้นะคะ คุณไม่ควรดื่มมัน

อาหารประจำอาเซียน

การก่อตั้งอาเซียน หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีประเทศสมาชิก คือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน เวียดนาม พม่า ลาว และกัมพูชา นอกจากเป็นการรวมตัวกันเพื่อช่วยพัฒนาประเทศในภูมิภาคเดียวกันแล้ว ยังก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของอาหารการกิน

          เนื่อง จากแถบอาเซียนมีทรัพยากรค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ จึงทำให้มีเมนูอาหารที่น่ารับประทาน และมีประโยชน์ต่อสุขภาพให้เลือกมากมาย  ดังนั้นเพื่อไม่ให้พลาดกับอาหารรสเลิศของประเทศต่าง ๆ ทางกระปุกดอทคอมจึงได้รวบรวม อาหารอาเซียน กับ 10 เมนูเด็ดของ 10 ประเทศอาเซียน ที่ห้ามพลาดมากฝากกัน ถ้าพร้อมแล้วเชิญชิม..เอ้ย..เชิญชมกันเลยจ้า



อร่อยล้ำกับเมนูเด็ดของ  10 ประเทศอาเซียน
ต้มยำกุ้ง - ประเทศไทย

1.ประเทศไทย

          ต้มยำกุ้ง (Tom Yam Goong)  แค่เอ่ยชื่อก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ต้มยำกุ้งเป็นอาหารคาวที่เหมาะสำหรับรับประทานกับข้าวสวยร้อน ๆ กลิ่นหอมของสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบในต้มยำกุ้ง นอกจากจะทำให้รู้สึกสดชื่นแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการเจริญอาหารได้เป็นอย่างดี

          และเนื่องจากต้มยำกุ้งเป็นอาหารที่มีรสเปรี้ยว และเผ็ดเป็นหลัก ทำให้รับประทานแล้วไม่เลี่ยน จึงทำให้ต้มยำกุ้งเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมในทั่วทุกภาคของประเทศไทย รวมถึงชาวต่างชาติเองก็ติดอกติดใจในความอร่อยของต้มยำกุ้งเช่นเดียวกัน


อร่อยล้ำกับเมนูเด็ดของ  10 ประเทศอาเซียน
อาม็อก - ประเทศกัมพูชา

2.ประเทศกัมพูชา

          อาม็อก (Amok) เป็นอาหารคาวยอดนิยมของกัมพูชา มีลักษณะคล้ายห่อหมกของไทย โดยเป็นการนำเนื้อปลาสด ๆ ลวกพริกเครื่องแกง และกะทิ แล้วทำให้สุกโดยการนำไปนึ่ง ซึ่งนอกจากจะใช้เนื้อปลาแล้ว อาจเลือกใช้เนื้อไก่แทนก็ได้ ส่วนสาเหตุที่คนในประเทศกัมพูชานิยมรับประทานปลา เนื่องจากสภาพภูมิประเทศของกัมพูชามีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ ทำให้ปลาเป็นอาหารที่หารับประทานได้ง่ายนั่นเอง


อร่อยล้ำกับเมนูเด็ดของ  10 ประเทศอาเซียน
อัมบูยัต - ประเทศบรูไน

3.ประเทศบรูไน

          อัมบูยัต (Ambuyat) เป็นอาหารยอดนิยมของบรูไน มีลักษณะเด่นอยู่ที่ตัวแป้งจะเหนียวข้นคล้ายข้าวต้ม หรือโจ๊ก โดยมีแป้งสาคูเป็นส่วนผสมหลัก ตัวแป้งอัมบูยัตเอง ไม่มีรสชาติ แต่ความอร่อยจะอยู่ที่การจิ้มกับซอสผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว นอกจากนี้ยังมีเครื่องเคียงอีก 2-3 ชนิด เช่น ผักสด เนื้อห่อใบตองย่าง หรือเนื้อทอด  ทั้งนี้ การรับประทานอัมบูยัตให้ได้รสชาติ ต้องรับประทานตอนร้อน ๆ จึงจะดีที่สุด


อร่อยล้ำกับเมนูเด็ดของ  10 ประเทศอาเซียน
หล่าเพ็ด - ประเทศพม่า

4.ประเทศพม่า

          หล่าเพ็ด (Lahpet) เป็นอาหารยอดนิยมของพม่า โดยการนำใบชาหมักมาทานกับเครื่องเคียง เช่น กระเทียมเจียว ถั่วชนิดต่าง ๆ งาคั่ว กุ้งแห้ง ขิง มะพร้าวคั่ว เรียกได้ว่า มีลักษณะคล้ายคลึงกับเมี่ยงคำของประเทศไทย ซึ่งหล่าเพ็ดนี้ จะเป็นเมนูอาหารที่ขาดไม่ได้ในโอกาสพิเศษหรือเทศกาลสำคัญ ๆ ของประเทศพม่า โดยกล่าวกันว่า หากงานเลี้ยง หรืองานเฉลิมฉลองใด ไม่มีหล่าเพ็ด จะถือว่าการนั้นเป็นงานที่ขาดความสมบูรณ์ไปเลยทีเดียว


อร่อยล้ำกับเมนูเด็ดของ  10 ประเทศอาเซียน
อโดโบ้ - ประเทศฟิลิปปินส์

5.ประเทศฟิลิปปินส์

          อโดโบ้ (Adobo) เป็น อาหารยอดนิยมของประเทศฟิลิปปินส์ ทำจากเนื้อหมู หรือเนื้อไก่ ที่ผ่านการหมัก และปรุงรส โดยจะใส่น้ำส้มสายชู ซีอิ๊วขาว กระเทียมสับ ใบกระวาน พริกไทยดำ นำไปทำให้สุกโดยอบในเตาอบ หรือทอด แล้วนำมารับประทานกับข้าวสวยร้อน ๆ

          ในอดีตอาหารจานนี้เป็นที่นิยมในหมู่นักเดินทาง เนื่องจากส่วนผสมของอโดโบ้สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เหมาะสำหรับพกไว้เป็นเสบียงอาหารระหว่างการเดินทาง ซึ่งปัจจุบันอโดโบ้ได้กลายเป็นอาหารยอดนิยมที่นำมารับประทานกันได้ทุกที่ทุก เวลา


อร่อยล้ำกับเมนูเด็ดของ  10 ประเทศอาเซียน
ลักซา - ประเทศสิงคโปร์

6.ประเทศสิงคโปร์

          ลักซา (Laksa) อาหารขึ้นชื่อของประเทศสิงคโปร์ ลักซามีลักษณะคล้ายก๋วยเตี๋ยวต้มยำใส่กะทิ ทำให้รสชาติเข้มข้น คล้ายคลึงกับข้าวซอยของไทย โดยลักซาจะมีส่วนผสมของ กุ้งแห้ง พริก กุ้งต้ม และหอยแครง เหมาะสำหรับคนที่ชอบรับประทานอาหารทะเลเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ลักซามีทั้งแบบที่ใส่กะทิ และไม่ใส่กะทิ ทว่า แบบที่ใส่กะทิจะเป็นที่นิยมมากกว่า


อร่อยล้ำกับเมนูเด็ดของ  10 ประเทศอาเซียน
กาโด กาโด - ประเทศอินโดนิเซีย

7.ประเทศอินโดนีเซีย

          กาโด กาโด (Gado Gado) อาหารยอดนิยมของประเทศอินโดนีเซีย ประกอบไปด้วยผัก และธัญพืชหลากหลายชนิด  ทั้งแครอท มันฝรั่ง กะหล่ำปลี ถั่วงอก ถั่วเขียว นอกจากนี้ยังมีเต้าหู้ และไข่ต้มสุกด้วย กาโด กาโดจะนำมารับประทานกับซอสถั่วที่คล้ายกับซอสสะเต๊ะ อย่างไรก็ตาม ด้วยเครื่องสมุนไพรในซอส อาทิ รากผักชี หอมแดง กระเทียม ตะไคร้ ทำให้เมื่อรับประทานแล้วจะไม่รู้สึกเลี่ยนกะทิมากจนเกินไปนั่นเอง


อร่อยล้ำกับเมนูเด็ดของ  10 ประเทศอาเซียน
สลัดหลวงพระบาง - ประเทศลาว

8. ประเทศลาว

          สลัดหลวงพระบาง (Luang Prabang Salad) เป็นอาหารขึ้นชื่ออีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากมีรสชาติกลาง ๆ ทำให้รับประทานได้ทั้งชาวตะวันออก และตะวันตก โดยส่วนประกอบสำคัญคือ ผักน้ำ ซึ่งเป็นผักป่าที่ขึ้นตามริมธารน้ำไหล และยังมีส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น  มันแกว แตงกวา มะเขือเทศ ไข่ต้ม ผักกาดหอม และหมูสับลวกสุก ส่วนวิธีปรุงรสคือ ราดด้วยน้ำสลัดชนิดใส คลุกส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน แล้วโรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว และถั่วลิสงคั่ว


อร่อยล้ำกับเมนูเด็ดของ  10 ประเทศอาเซียน
นาซิ เลอมัก - ประเทศมาเลเซีย

9.ประเทศมาเลเซีย

          นาซิ เลอมัก (Nasi Lemak) อาหารยอดนิยมของประเทศมาเลเซีย โดยนาซิ เลอมัก จะเป็นข้าวหุงกับกะทิ และใบเตย ทานพร้อมเครื่องเคียง 4 อย่าง ได้แก่ ปลากะตักทอดกรอบ แตงกวาหั่น  ไข่ต้มสุก และถั่วอบ ซึ่งนาซิ เลอมักแบบดั้งเดิมจะห่อด้วยใบตอง และมักทานเป็นอาหารเช้า แต่ในปัจจุบัน กลายเป็นอาหารยอดนิยมที่ทานได้ทุกมื้อ และแพร่หลายในประเทศเพื่อนบ้านอีกหลายแห่ง เช่น สิงคโปร์ และภาคใต้ของไทยด้วย


อร่อยล้ำกับเมนูเด็ดของ  10 ประเทศอาเซียน
ปอเปี้ยะเวียดนาม - ประเทศเวียดนาม

10.ประเทศเวียดนาม

          เปาะเปี๊ยะเวียดนาม  (Vietnamese Spring Rolls) ถือเป็นหนึ่งในอาหารพื้นเมืองที่โด่งดังที่สุดของประเทศเวียดนาม ความอร่อยของเปาะเปี๊ยะเวียดนาม อยู่ที่การนำแผ่นแป้งซึ่งทำจากข้าวจ้าวมาห่อไส้ ซึ่งอาจจะเป็นไก่ หมู กุ้ง หรือหมูยอ โดยนำมารวมกับผักสมุนไพรอีกหลายชนิด เช่น สะระแหน่ ผักกาดหอม และนำมารับประทานคู่กับน้ำจิ้มหวาน โดยจะมีถั่วคั่ว แครอทซอย ไชเท้าซอย ให้เติมตามใจชอบ และบางครั้งอาจมีเครื่องเคียงอย่างอื่นเพิ่มด้วย 

              
          นั่นแน่! ชักรู้สึกหิวขึ้นมาแล้วใช่ไหมล่ะคะ นอกจากจะน่ารับประทานแล้ว เมนูเหล่านี้ยังมีคุณค่าทางโภชนาการ และเหมาะสำหรับคนรักสุขภาพด้วย เพราะมีส่วนผสมของพืชผักสมุนไพรเป็นหลัก แถมยังมีโปรตีนจากเนื้อสัตว์อีกต่างหาก  ถ้าใครที่มีโอกาสได้ไปเยือนประเทศต่าง ๆ ในแถบอาเซียน ก็อย่าลืมแวะเวียนไปลิ้มลองเมนูเด็ดเหล่านี้กันนะจ๊ะ

ผลไม้ลดความอ้วน

แอปเปิ้ล

แอปเปิล

          ผลไม้สีแดง ๆ เขียว ๆ นี้ สามารถช่วยคุณสาว ๆ ลดความอ้วนได้อย่างสบาย ๆ เลยล่ะ เพราะแอปเปิลได้ชื่อว่าเป็นราชาของผลไม้ลดน้ำหนัก เนื่องจากแอปเปิลมีเส้นใยอาหาร หรือไฟเบอร์มากมาย เมื่อทานเข้าไปแล้ว จะช่วยให้เรารู้สึกอิ่มท้องนาน เพราะน้ำตาลฟรักโทสในแอปเปิ้ลจะเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานอย่างช้า ๆ ช่วยให้ร่างกายไม่รู้สึกหิว

          นอกจากนั้นแล้ว แอปเปิลยังให้พลังงานเพียงแค่ 59 แคลอรี จึงไม่ทำให้อ้วน แถมยังมีวิตามิน แร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมาย โดยเฉพาะ "เพคติน" ที่มีคุณสมบัติพองตัวได้มาก มันจึงไปเพิ่มกากใยในอาหาร ทำให้ระบบขับถ่ายเป็นไปอย่างปกติ จึงช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยจับคอเลสตอรอล และช่วยกำจัดสารพิษในร่างกายได้ด้วย

ฝรั่ง

ฝรั่ง

          สุดยอดผลไม้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยวิตามินซีชนิดนี้ ช่วยให้คุณลดความอ้วนได้ไม่ยาก เพราะฝรั่งเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำ แถมยังเคี้ยวเพลินอีกต่างหาก จึงเหมาะกับสาว ๆ ที่อยากกินจุบกินจิบเรื่อย ๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความอ้วนได้แล้ว วิตามินซีในฝรั่งยังช่วยสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ไร้ริ้วรอยอีกด้วย

          เพราะฉะนั้น หิวครั้งหน้า ก็อย่าลืมคว้าฝรั่งมาทานแทนขนมกรุบกรอบนะคะ อ๊ะ...คำเตือนก็คือ ทานแต่ฝรั่งเปล่า ๆ เท่านั้นนะ อย่าเผลอจิ้มพริกเกลือ พริกน้ำตาล เด็ดขาด เพราะจะทำให้อ้วนได้นะเออ


แตงโม

แตงโม

          แตงโมลูกโต ๆ รสหวาน ๆ ไม่ได้ทำให้คุณอ้วนแต่ประการใด เพราะแตงโม 1 ถ้วย ให้พลังงานเพียง 50 แคลอรีเท่านั้น แถมยังให้ไขมันน้อยนิด และยังชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำถึง 93% ของส่วนประกอบทั้งหมด ทำให้เรารู้สึกอิ่มเร็ว เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกลัวเลยว่า แตงโม จะทำให้คุณสาว ๆ อ้วนได้ ตรงกันข้าม หากรับประทานแตงโมแทนอาหารมื้อเย็นหนัก ๆ ก็ช่วยลดความอ้วนได้ด้วย แต่ควรทานอย่างพอดี ไม่มากไปนะจ๊ะ ไม่เช่นนั้นท้องไส้จะปั่นป่วนเอาได้ แถมยังต้องเข้าห้องน้ำปัสสาวะบ่อย ๆ ด้วย


ส้ม

ส้ม

          สาว ๆ หลายคนมักแกะกากส้มออกจนหมด เพื่อให้ทานได้ง่าย ๆ แต่รู้ไหมว่า คุณกำลังทิ้งของดีไปเสียแล้ว เพราะกากใยของส้มนั่นแหละคือสิ่งที่จะช่วยควบคุมน้ำหนักตัวให้สาว ๆ ได้ โดยกากใยจะช่วยทำให้รู้สึกอิ่มท้องเร็ว และช่วยทำให้ระบายท้องได้ดี อย่างไรก็ตาม ส้ม เป็นผลไม้ที่ให้พลังงานค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับผลไม้ลดความอ้วนชนิดอื่น ๆ ดังนั้น ควรรับประทานแต่พอดีแล้วกันนะ


มะละกอ

มะละกอ

          มะละกอ เป็นผลไม้ที่ช่วยขับสารพิษของเสียออกจากร่างกาย แถมยังช่วยกำจัดไขมันต่าง ๆ ภายในร่างกายได้ด้วย โดยมะละกอมีเอนไซน์ปาเปน ที่จะช่วยย่อยโปรตีน และย่อยอาหาร จึงช่วยลดน้ำหนักได้อีกทางด้วย ส่วนใครที่อยากมีผิวพรรณสวย มะละกอ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสน เพราะมะละกอมีวิตามินซี และเบตาแคโรทีนสูง จึงช่วยบำรุงผิวพรรณได้


แก้วมังกร

แก้วมังกร

          แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่ช่วยให้คุณอิ่มท้องได้ง่าย ๆ ไม่แพ้ผลไม้ชนิดอื่น เพราะแก้วมังกรมีกากใยสูงและแคลอรีต่ำ แถมยังมีรสหวานอร่อย หลาย ๆ คน จึงเลือกรับประทานแก้วมังกรเป็นอาหารเย็น หรือทานรวมกับผักสลัดอื่น ๆ เพื่อช่วยลดน้ำหนัก โดยไม่ต้องห่วงว่าจะความหวานจะไปเป็นไขมันสะสมในภายหลัง

          และนอกจากลดน้ำหนักแล้ว ผลพลอยได้จากแก้วมังกรที่คุณสาว ๆ ไม่ควรพลาดอีกเช่นกันก็คือ แก้วมังกรเป็นผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่มีวิตามินซีสูงมาก ดังนั้น จึงช่วยบำรุงผิวพรรณไปในตัว แถมยังช่วยกระตุ้นต่อมน้ำนมดีต่อคุณแม่ที่เพิ่งคลอดบุตรด้วย


กีวี

กีวี

          อีกหนึ่งผลไม้ยอดนิยมของสาว ๆ ที่ปรารถนาจะลดน้ำหนักเลยล่ะ เพราะกีวีเป็นผลไม้ที่มีกากใยมากกว่าแอปเปิ้ลและส้มถึง 25% ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและนาน แถมยังมีวิตามินซี และวิตามินอีสูง ซึ่งจะช่วยให้ผิวพรรณสดใส ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ลดคอเลสเตอรอลในเลือด บำรุงเซลล์เม็ดเลือดแดงให้แข็งแรง และช่วยสลายไขมันในเลือดด้วย ใครที่ชอบทานกีวีจึงได้ประโยชน์จากกีวีแบบหลายเด้งเลย


เกรปฟรุต

เกรปฟรุต

          สุดยอดผลไม้ไดเอตที่กำลังเป็นที่นิยม เพราะเมื่อไม่นานมานี้ นักวิจัยในสหรัฐอเมริกาพบว่า การกิน "เกรปฟรุต" ครึ่งลูกก่อนมื้ออาหารจะช่วยให้น้ำหนักลดลงได้อย่างเหลือเชื่อ โดยสามารถลดปริมาณแคลอรีได้ถึง 150 แคลอรีต่อวันเชียวนะ แถมเกรปฟรุตครึ่งลูกก็มีแคลอรีเพียงแค่ 39 แคลอรีเท่านั้นเอง

วันวาเลนไทน์

วันนักบุญวาเลนไทน์ (อังกฤษ: Saint Valentine's Day) หรือที่มักเรียกว่า วันวาเลนไทน์ (อังกฤษ: Valentine's Day) ตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี วันวาเลนไทน์มีการเฉลิมฉลองในหลายประเทศทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นประเทศทางตะวันตก แม้จะยังเป็นวันทำงานในทุกประเทศเหล่านั้นก็ตาม
"วันนักบุญวาเลนไทน์" แต่เดิมเป็นเพียงวันฉลองนักบุญในศาสนาคริสต์ยุคแรกที่ ชื่อ วาเลนตินุส (แต่นักบุญชื่อนี้มีหลายองค์) ความหมายโรแมนติกโดยนัยสมัยใหม่นั้นกวีเพิ่มเติมในอีกหลายศตวรรษต่อมาทั้ง สิ้น วันวาเลนไทน์ถูกำหนดขึ้นครั้งแรกโดยสมเด็จพระสันตะปาปาเกลาซิอุสที่ 1 ใน ค.ศ. 496 ก่อนจะถูกลบออกจากปฏิทินนักบุญทั่วไปของโรมัน (General Roman Calendar of saints) ในปี ค.ศ. 1969 โดยสมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่ 6
วันวาเลนไทน์มาข้องเกี่ยวกับรักแบบโรแมนติกเป็นครั้งแรกในแวดวงสังคมของเจฟฟรีย์ ชอเซอร์ ช่วงกลางสมัยกลาง (High Middle Ages) เมื่อประเพณีรักเทิดทูน (courtly love) เฟื่องฟู จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 วันวาเลนไทน์ได้วิวัฒนามาเป็นโอกาสซึ่งคู่รักจะแสดงความรักของพวกเขาแก่กัน โดยให้ดอกไม้ ขนมหรือลูกกวาด และส่งการ์ดอวยพรกัน

นักบุญวาเลนไทน์

ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์

มรณสักขีในศาสนาคริสต์ยุคแรกหลายคนมีชื่อว่า วาเลนไทน์ ซึ่งวาเลนไทน์ที่มีการฉลองในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ คือ วาเลนไทน์แห่งโรม (Valentinus presb. m. Romae) และวาเลนไทน์แห่งเทอร์นี (Valentinus ep. Interamnensis m. Romae)[3] วาเลนไทน์แห่งโรมเป็นนักบวชในโรมผู้พลีชีพเพื่อศาสนาราว ค.ศ. 269 และฝังที่เวียฟลามีเนีย (Via Flaminia) กะโหลกที่สวมมาลัยดอกไม้ของนักบุญวาเลนไทน์จัดแสดงในมหาวิหารซานตามาเรียใน คอสเมดิน โรม เรลิกอื่นพบได้ในมหาวิหารซานตาพราสเซเด (Santa Prassede)[4] ในโรมเช่นกัน เช่นเดียวกับที่โบสถ์คาร์เมไลท์ถนนไวท์ไฟร์อาร์ (Whitefriar Street Carmelite Church) ในดับลิน ไอร์แลนด์
วาเลนไทน์แห่งเทอร์นีกลายมาเป็นบิชอปแห่งอินเตรัมนา (Interamna, ปัจจุบัน คือ เทอร์นี) ราว ค.ศ. 197 และกล่าวกันว่าเขาได้พลีชีพในช่วงการเบียดเบียนคริสต์ศาสนิกชนใน รัชสมัยจักรพรรดิออเรเลียน ศพเขาฝังที่เวียฟลามีเดียเช่นกัน แต่คนละตำแหน่งกับที่ฝังวาเลนไทน์แห่งโรม เรลิกของเขาอยู่ที่มหาวิหารนักบญวาเลนไทน์แห่งเทอร์นี[5]
สารานุกรมคาทอลิกยัง กล่าวถึงนักบุญคนที่สามที่ชื่อวาเลนไทน์ ผู้ซึ่งมีการกล่าวขานถึงในบัญชีมรณสักขียุคต้นในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เขาพลีชีพเพื่อศาสนาในแอฟริการ่วมกับเพื่อนเดินทางจำนวนหนึ่ง แต่ไม่มีข้อมูลอื่นใดเกี่ยวกับเขาอีก[6]
ไม่มีส่วนใดที่โรแมนติกปรากฏในชีวประวัติยุคกลางตอนต้นแต่เดิมของมรณ สักขีทั้งสามคนนี้ ก่อนที่นักบุญวาเลนไทน์จะมาเชื่อมโยงกับเรื่องรักใคร่ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 นี้ ระหว่างวาเลนไทน์แห่งโรมกับวาเลนไทน์แห่งเทอร์นีนั้นไม่มีความข้องเกี่ยวกัน เลย
ศีรษะของนักบุญวาเลนไทน์เก็บรักษาไว้ในแอบบีย์นิวมินสเตอร์ วินเชสเตอร์ และเป็นที่เคารพบูชา แต่ไม่มีหลักฐานว่านักบุญวาเลนไทน์จะเป็นนักบุญที่ได้รับความนิยมก่อนบทกวี ของเชาเซอร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 แม้แต่ในพื้นที่วินเชสเตอร์[7] การเฉลิมฉลองนักบุญวาเลนไทน์มิได้แตกต่างไปจากการเฉลิมฉลองนักบุญคนอื่นมาก และไม่มีโบสถ์ใดอุทิศถึงเขา[7]
ในการตรวจชำระปฏิทินนักบุญโรมันคาทอลิก วันฉลองนัก บุญวาเลนไทน์ซึ่งตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถูกตัดออกจากปฏิทินโรมันทั่วไปและลดขั้นไปอยู่ในปฏิทินเฉพาะ (particular calendar, ท้องถิ่นหรือประจำชาติ) ด้วยเหตุผล "แม้ความทรงจำเกี่ยวกับนักบุญวาเลนไทน์จะเก่าแก่ แต่ชื่อของเขาก็ถูกลดไปอยู่ในปฏิทินเฉพาะ เพราะนอกเหนือไปจากชื่อของเขาแล้ว ไม่มีข้อมูลอื่นใดทราบกันเกี่ยวกับนักบุญวาเลนไทน์ เว้นแต่ว่า ศพเขาฝังที่เวียฟลามิเนียเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์"[8] วันฉลองนี้ยังมีการเฉลิมฉลองอยู่ในบัลซาน (มอลตา) ที่ซึ่งมีการอ้างว่าพบเรลิกของนักบุญวาเลนไทน์ที่นั่น และมีการเฉลิมฉลองทั่วโลกโดยผู้นับถือนิกายคาทอลิกดั้งเดิมที่ถือตามปฏิทิน ที่เก่ากว่าก่อนหน้าของสภาสังคายนาวาติกันครั้งที่สองนี้ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ยังมีการเฉลิมฉลองเป็นวันวาเลนไทน์ในนิกายอื่นของศาสนาคริสต์ ตัวอย่างเช่น วันวาเลนไทน์มีระดับระดับ "พิธีฉลอง" (commemoration) ในปฏิทินของคริสตจักรแห่งอังกฤษ และส่วนอื่นของแองกลิคันคอมมิวเนียน[9]

ตำนาน

ในคริสต์ศตวรรษที่ 5 หรือที่ 6 ผลงานชื่อ Passio Marii et Marthae ได้กุเรื่องราวการพลีชีพเพื่อศาสนาแก่นักบุญวาเลนไทน์แห่งโรม ซึ่งปรากฏว่ามิได้มีพื้นฐานอยู่บนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ใด ๆ เลย[10] ผลงานนี้อ้างว่า นักบุญวาเลนไทน์ถูกเบียดเบียนเพราะนับถือศาสนาคริสต์ และถูกสอบสวนโดยจักรพรรดิคลอเดียส กอธิคัสเป็น การส่วนตัว วาเลนไทน์ทำให้จักรพรรดิคลอเดียสประทับใจและได้สนทนากับเขา โดยพยายามให้เขาเปลี่ยนไปนับถือลัทธิเพเกินโรมันเพื่อรักษาชีวิตของเขา วาเลนไทน์ปฏิเสธและพยายามโน้มน้าวให้จักรพรรดิคลอเดียสหันมานับถือศาสนา คริสต์แทน ด้วยเหตุนี้ เขาจึงถูกประหารชวิต ก่อนที่เขาจะถูกประหารชีวิตนั้น มีรายงานวาเขาได้แสดงปาฏิหาริย์โดยรักษาลูกสาวตาบอดของผู้คุมของเขา แอสเตอเรียส (Asterius) Passio สมัยหลังย้ำตำนานนี้ โดยเสริมเรื่องกุว่า สมเด็จพระสันตะปาปาจูเลียสที่ 1 ได้ทรงสร้างโบสถ์ครอบสุสานของเขา (เป็นความเข้าใจผิดกับผู้พิทักษ์ประชากร [tribune] ในคริสต์ศตวรรษที่ 4 ชื่อ วาเลนติโน ซึ่งบริจาคที่ดินเพื่อสร้างโบสถ์ในขณะที่จูเลียสเป็นพระสันตะปาปา)[10] ตำนานได้หยิบยกขึ้นเป็นข้อเท็จจริงโดยบันทึกมรณสักขีในภายหลัง เริ่มจากบันทึกมรณสักขีของบีดในคริสต์ศตวรรษที่ 8 และมีย้ำในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ใน Legenda Aurea[11] หนังสือนี้อธิบายคร่าว ๆ ถึงกิจการของนักบุญ (Acta Sanctorum) ยุคกลางตอนต้นของนักบุญวาเลนไทน์หลายคน และตำนานนี้จัดเข้ากับวาเลนไทน์ใต้วันที่ 14 กุมภาพันธ์

วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

10 อันดับมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดในโลก

#1 Kenyon College
10 อันดับมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดของโลก!        มีผู้กล่าวไว้ว่า "เพียงแค่ความสวยงามเท่านั้นยังไม่พอ แต่มหาวิทยาลัยจะต้องมีสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งแสดงความเป็นมหาวิทยาลัยแห่งนั้นด้วย" และที่ Kenyon College สถาบันซึ่งตั้งอยู่ในรัฐโอไฮโอ แห่งสหรัฐอเมริกา ก็มีสิ่งซึ่งเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นคือ "Middle Path" ซึ่งเป็นทางเดินเท้ากว้าง 10 ฟุต ที่ทอดยาวผ่านใจกลางมหาวิทยาลัย ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นโลหิตสำคัญที่จะขาดไปไม่ได้ของวิทยาลัยแห่งนี้ โดยนอกจากทางเดินแห่งนี้จะมีบรรยากาศที่งดงามและร่มรื่นแล้ว ยังเป็นที่ที่นักศึกษามักจะมารวมตัวกันอีกด้วย ดังที่อาจารย์เซอร์กี โลบานอฟ -รอสโทฟสกี ผู้สอนวิชาบทกวีสมัยศตวรรษที่ 17 แห่ง Kenyon College ได้กล่าวไว้ว่า เส้นทางแห่งนี้เป็น "สถานที่เล็ก ๆ สำหรับคิดการใหญ่" (a small place to think big thoughts)
#2 Oxford University

10 อันดับมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดของโลก!        การเรียนการสอนในรั้วหิน แห่งมหาวิทยาลัย Oxford แห่งเมือง Oxford ประเทศอังกฤษนั้น มีมาเนิ่นนานตั้งแต่ในสมัยคริสตศตวรรษที่ 11 แล้ว ด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงามต่างๆ ทั้งเขาวงกต โบสถ์ ทางเดินภายใต้หลังคารูปทรงโค้ง ฯลฯ สถานที่แห่งนี้แสดงให้เห็นถึงความสง่างามและประเพณีที่มีมายาวนานในทุกๆมุมของมหาวิทยาลัยเลยก็ว่าได้ รองศาสตราจารย์เดวิด มาเยอร์นิค แห่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัย Notre Dame ได้กล่าวถึง Oxford ไว้ว่า "รากฐานที่เก่าแก่และความงดงามของตึกต่างๆ ทำให้ที่แห่งนี้เปรียบเสมือนเป็นดินแดนมหัศจรรย์แห่งสถาปัตยกรรมเลยก็ว่าได้" นอกจากนี้มาเยอร์นิคยังกล่าวชื่นชมอีกว่า Oxford เป็น "อาคารมหาวิทยาลัยที่น่าปรารถนาที่สุดของโลก"
#3 Princeton University

10 อันดับมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดของโลก!        อันดับที่ 3 เป็นของ Princeton University สถาบันหนึ่งในแปดแห่งกลุ่ม Ivy League ที่โด่งดังและสุดแสนจะคลาสสิคแห่งสหรัฐอเมริกา ที่ซึ่งงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบศิลปะโกธิคแท้ๆ อาคารส่วนใหญ่ของที่นี่จะเป็นอาคารหินสีเทาเก่าแก่ซึ่งปกคลุมด้วยเถาวัลย์ Ivy (ที่มาของชื่อกลุ่ม Ivy League นั่นแหละค่ะ) ที่มีความขลังและดูสวยงาม และด้วยขนาดของมหาวิทยาลัยที่ไม่ใหญ่มาก ทำให้สถาบันแห่งนี้สามารถเก็บรักษาพื้นที่สีเขียวเอาไว้ได้เป็นอย่างดี และทุกๆอย่างในมหาวิทยาลัยก็อยู่ห่างกันไม่มาก (เรียกว่าเดินไม่เกิน 10 นาทีก็ถึง) ซึ่งเป็นสเน่ห์อีกอย่างหนึ่งของที่นี่ รวมไปถึงทางเท้าที่คดเคี้ยว, ทางเดินภายใต้หลังคาโค้ง, และลานกว้างๆต่างๆของที่นี่ทั้งหมด ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับนักศึกษา

#4 Scripps College

10 อันดับมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดของโลก!        Scripps College เป็นวิทยาลัยสตรีที่ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเปิดสอนวิชาทางด้านศิลปศาสตร์มาตั้งแต่ปี 1926 มีความสวยงามที่เรียกได้ว่า เป็นการช่วยเหลือกันระหว่างความงามของอาคารเรียนและภูมิทัศน์โดยรอบที่เป็นแบบของแคลิฟอร์เนียใต้อย่างชัดเจน ซึ่งความสวยงามนี้เป็นผลงานการร่วมมือกันของสถาปนิก Gordon Kaufmann และภูมิสถาปนิก  Edward Huntsman-Trout ผูู้เชี่ยวชาญทางด้านไม้ผลัดใบ ที่มาช่วยสร้างสรรค์ให้ภมิทัศน์ของที่นี่งดงามไปด้วยพันธุ์ไม้ต่างๆ ทั้งต้นทิวลิป ต้นอัลมอนด์ ต้นส้ม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นไม้ใหญ่ต่างๆที่จะผลัดใบเป็นสีเหลืองทองอร่ามในฤดูใบไม้ร่วง สร้างความงดงามให้กับสถาบันแห่งนี้เป็นอย่างมาก
#5 Stanford University

10 อันดับมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดของโลก!        สถาปนิกชื่อดังอย่าง Aaron B. Schwartz ประธานบริษัทออกแบบระดับอินเตอร์ ออกมาแสดงความชื่นชมต่อมหาวิทยาลัย Stanford ที่สถาบันแห่งนี้ยังสามารถยึดมั่นต่อ "กฎเกณฑ์การออกแบบในยุคแรกเริ่มของสถาบัน" ได้อย่างเหนียวแน่น ทั้งๆที่ผ่านมานั้นสถาบันมีการเติบโตอย่างมาก แม้จะมีการสร้างอาคารหรือสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ แต่ก็ยังสามารถทำให้ความสมัยใหม่นั้นความกลมกลืมไปกับศิลปะยุคแรกเริ่มได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ มหาวิทยาลัย Stanford ยังได้คะแนนไปเต็มๆสำหรับ ปาล์มไดรฟ์ (Palm Drive) ซึ่งเป็นถนนทางเข้าเส้นยาวที่มีต้นปาล์มเรียงรายทั้งสองฟากฝั่ง รวมไปถึงหลังคากระเบื้องสีแดงแบบสเปนที่ดูสวยงามของตัวอาคารอีกด้วย

#6 Trinity College

10 อันดับมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดของโลก!        Trinity College มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของไอร์แลนด์ ซึ่งตั้งอยู่ในใจกลางเมืองดับลินแห่งนี้ เป็นสถาบันที่มีอาคารที่โด่งดังมีชื่อเสียง และมีความสวยงามมากๆ นั่นก็คือ the Old Library (ที่นับเป็นห้องสมุุดเก่าแก่ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปอีกด้วย) หอสมุดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1592 มีความสวยงามโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมในห้องหลักของหอสมุด ที่มีลักษณะเป็นห้องยาวที่ถูกเรียกว่า "cathedral of the book" หรือ "โบสถ์แห่งหนังสือ" เนื่องจากมีเพดานไม้รูปทรงโค้ง และมีชั้นวางหนังสือต่างๆที่มีลักษณะเหมือนโบสถ์ในแบบของศิลปะบาโรคเก่า ซึ่งใครที่ได้มาเห็นต่างก็ชื่นชมกันเป็นเสียงเดียวเลยว่าห้องสมุดแห่งนี้ดูขลังและมีความงดงามมากๆจริงๆ
#7 Tsinghua University

10 อันดับมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดของโลก!        สถาปนิกหลายๆท่านต่างก็ลงความเห็นเหมือนๆกันว่า ทิวทัศน์อันงดงามของธรรมชาติเป็นจุดที่สำคัญมากๆที่สร้างความงดงามให้กับสถาบัน Tsinghua แห่งกรุงปักกิ่งในประเทศจีนแห่งนี้ค่ะ มหาวิทยาลัย Tsinghua ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1925 โดยเป็นสถาบันที่ตั้งอยู่ในส่วนที่เป็นเคยเป็นสวนหย่อมหลวงของราชวงศ์ชิง ซึ่งทำให้สถาบันแห่งนี้มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม ร่มรื่น และเขียวขจีไปด้วยพันธ์ไม้ต่างๆนั่นเอง แถมด้วยสระน้ำขนาดใหญ่ที่มีม้านั่งหินอยู่รายล้อม และดอกบัวบานสะพรั่งอยู่เต็มสระ แต่แม้ว่าทิวทัศน์โดยรอบของมหาวิทยาลัยและตึกหลายๆตึกจะเป็นศิลปะในแบบจีนดั้งเดิม แต่ก็มีตึกอาคารบางตึกเหมือนกันที่สวยงามด้วยศิลปะแบบตะวันตก เช่นอาคาร T.Chuang ซึ่งสถาปนิกผู้ออกแบบตึกนี้จบการศึกษามาจาก University of Illinois ในสหรัฐอเมริกานั่นเอง
#8 United States Air Force Academy

10 อันดับมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดของโลก!       ตึกอาคารที่โรงเรียนนายเรืออากาศแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Air Force Academy) ถูกมองว่าเป็น "ผลงานชิ้นเอกของศิลปะอเมริกันสมัยใหม่แห่งยุุคศตวรรษที่ 20" ที่แตกต่างไปจากกฎเกณฑ์การออกแบบอาคารเรียนแบบดั้งเดิมในสไตล์โกธิค หรือสไตล์ออกซ์ฟอร์ด เราจะเห็นตึกส่วนใหญ่ดูเหมือนกำลังสวมเกราะอลูมิเนียม ซึ่งเป็นการแสดงถึงพื้นผิวของเครื่องบิน และโบสถ์ของโรงเรียนนายร้อยแห่งนี้ก็มักจะถูกมองว่าเป็นตึกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง ในแต่ละปีก็จะมีนักท่องเที่ยวนับล้านที่เดินทางมาชมสถาบันแห่งนี้ จึงนับได้ว่าที่นี่เป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวที่สำคัญของรัฐโคโลราโด้เลยก็ว่าได้ค่ะ
#9 University of Bologna

10 อันดับมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดของโลก!        University of Bologna ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง Bologna ประเทศอิตาลีนี้นับเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในฝั่งโลกตะวันตก เพราะ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1088 ! แต่สิ่งที่ทุกคนชื่นชอบเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยนี้ที่แท้จริงแล้ว ก็คือตัวเมือง Bologna นั่นเอง เพราะดูเหมือนว่าตัวมหาวิทยาลัยเองจะ "ฝัง" ตัวเข้าไปอยู่ในตัวเมืองได้อย่างกลมกลืนที่สุด ซึ่งสิ่งนี้ก็นับเป็นข้อได้เปรียบเป็นอย่างมาก เพราะเมืองนี้เป็นเมืองที่มีความสวยงาม และเต็มไปด้วยรากอารยธรรมที่เก่าแก่ในสมัยก่อนยุคโรมัน ทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้คะแนนในด้านของความสวยงามตามเมืองที่ตั้งไปด้วยนั่นเองค่ะ

#10 University of California, Santa Cruz

10 อันดับมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดของโลก!        ด้วยความที่ตั้งอยู่ในส่วนของฟาร์มปศุสัตว์เดิมเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก มหาวิทยาลัย University of California, Santa Cruz หรือ UCSC  แห่งนี้จึงมีภาพวิวทิวทัศน์ที่งดงาม ทั้งทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สีเขียว ภาพผืนป่าต้นเรดวู้ด และภาพวิวมหาสมุทรแบบพาโนรามา ยิ่งไปกว่านั้นเราจะเห็นได้ว่าเส้นทางการสัญจรของที่นี่ ทั้งในส่วนของทางเดินรถและทางเดินเท้า ต่างก็ถูกดีไซน์ให้สามารถซ่อนตัวเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบธรรมชาติของที่นี่ได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว ซึ่งทำให้สถาบันแห่งนี้สามารถรักษาสภาพความเป็นธรรมชาติ และทัศนียภาพที่งดงามเอาไว้ได้เป็นอย่างดี จึงไม่น่าสงสัยเลยว่าทำไมนักศึกษาของที่นี่จึงชอบที่จะเรียนนอกห้องเรียนมากกว่า

วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ทุนการศึกษา AFS

ในแต่ละปีมูลนิธิเอเอฟเอส ประเทศไทยได้ พยายามรณรงค์จัดหาทุนการศึกษาให้กับผู้เข้าร่วมโครงการเพื่อสนับสนุน และเป็นการกระจายโอกาสให้เยาวชน ที่สนใจใฝ่เรียนได้รับโอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างเท่าเทียมกัน โดยแบ่งทุนการศึกษาเป็น 3 ประเภทดังนี้
1. ทุนเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์
เพื่อสนับสนุนนักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ผู้มีสิทธิ์ขอรับทุนคือ ผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือก บิดา มารดา หรือผู้ปกครองตามกฎหมาย ต้องมีรายได้รวมกันแล้วไม่เกิน 25,000 บาทต่อเดือน ผู้ประสงค์จะขอรับทุนสามารถขอระเบียบการได้ที่ศูนย์ประสานงานเอเอฟเอสเขต และที่มูลนิธิเอเอฟเอส ประเทศไทย
2. ทุนการศึกษาจากบริษัททั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งภายในและต่างประเทศ
เจ้าของทุนจะจ่ายเงินบริจาคสมทบทุนสำหรับผ่านการคัดเลือกให้กับมูลนิธิเอเอฟเอส ประเทศไทยโดยตรง ผู้มีสิทธิ์ขอทุนประเภทนี้ ต้องเป็นบุตร / ธิดาของเจ้าหน้าที่ หรือพนักงานในหน่วยงานหรือบริษัทของเจ้าของทุนและ / หรือมีคุณสมบัติตามที่เจ้าของทุนกำหนด ซึ่งสามารถติดต่อสอบถามทางมูลนิธิ และขอรายละเอียดได้จากเจ้าของทุน

3. ทุนรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
เป็นทุนเต็มจำนวนให้แก่นักเรียนไทยมุสลิม ที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดและผ่านการคัดเลือก เพื่อเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างเยาวชนมุสลิมกับชาวอเมริกัน ผู้ประสงค์จะขอรับทุนสามารถขอระเบียบการได้ที่ศูนย์ประสานงาน เอเอฟเอสเขต และที่มูลนิธิเอเอฟเอส ประเทศไทย