วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2558

มนุษย์คนแรกของโลกที่บันทึกเรื่องอดีตนำไปสู่การตั้งปัญหาทางปรัชญาและวิจัย

มนุษย์คนแรกของโลกที่บันทึกเรื่องอดีตนำไปสู่การตั้งปัญหาทางปรัชญาและวิจัย
ก่อให้เกิดความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์

เฮโรโดตุส(Herodotus หรือ Herodotos) นักประวัติศาสตร์ชาวกรีก มีชีวิตอยู่ราว 500 ปี ก่อนคริสตศักราช
มีชื่อเสียงจากการริเริ่มประวัติศาสตร์นิพนธ์ตะวันตก อันนำไปสู่การตั้งปัญหาเรื่องปรัชญาและการวิจัย ก่อให้เกิดความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์

เขาเกิดในเมืองฮาลิคาร์นาสซัส (Halicarnassus) ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของเอเชียไมเนอร์ (Asia Minor) ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของเปอร์เซีย เขาเป็นนักเดินทางท่องเที่ยวคนนึงที่มักบันทึกข้อมูลต่างๆ ที่ได้พบเห็นขณะเดินทางไว้จำนวนมากและนำมาใช้เขียนข้อมูลพรรณนาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ชื่อ “ประวัติศาสตร์ของเฮโรโดตุส”(The Histories of Herodotus)ซึ่งได้รับการยกย่องจากวงวิชาการว่าเป็นวรรณกรรมรูปแบบใหม่
ประวัติศาสตร์ของเขาถือว่าเป็นบันทึกสงครามระหว่างกรีกกับเปอร์เซียในเชิงพรรณนา เขาบันทุกถึงการบุกรุกกรีกของเปอร์เซียในช่วง 500 ปี ก่อนคริสตกาล ขณะที่ยุคก่อนหน้านั้น ประวัติศาสตร์จะอยู่ในรูปแบบการเรียงลำดับของเรื่อง (Chronicle) และมหากาพย์(Epic) ซึ่งไม่ค่อยให้ความรู้เท่าไหร่นัก แต่เฮโรโดตุส ถือเป็นคนแรกที่ไม่ได้เพียงแค่บันทึกเรื่องราวในอดีตเท่านั้น  หากแต่ยังนำไปสู่การตั้งปัญหาทางปรัชญาหรือการวิจัย ก่อให้เกิดความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์อีกด้วยงานเขียนดังกล่าวทำให้ ซิเซโร (Cicero) ให้สมญานามเขาว่า บิดาแห่งประวัติศาสตร์ (The Father of History)

10 อาชีพที่ไม่ตกงาน

1. การบัญชี – 19.71%
2. แพทยศาสตร์ – 18.75%
3. บริหารธุรกิจ – 12.02%
4. คอมพิวเตอร์ – 10.10%
5. วิศวกรรมศาสตร์ – 10.10%
6. การตลาด – 8.65%
7. นิติศาสตร์ – 8.17%
8. พยาบาลศาสตร์ – 4.81%
9. การจัดการ – 4.33%
10. รัฐศาสตร์ – 3.36%

       

เทคนิค 7 ข้อ ในการสอบเข้ารับราชการให้ประสบความสำเร็จ

เทคนิค 7 ข้อ ในการสอบเข้ารับราชการให้ประสบความสำเร็จ

         
           1. การสมัครสอบมีส่วนสำคัญมาก ควรสมัครสอบในวันแรกที่เปิดรับสมัคร เพราะหากสอบได้แล้วลำดับในการเรียกบรรจุจะเรียกจากผู้มีคะแนนมากกว่า แต่เมื่อมีผู้มีคะแนนเท่ากันจะเรียงจากผู้ที่สมัครก่อน ซึ่งเป็นไปได้มากที่จะมีผู้ได้คะแนนเท่ากันเป็นจำนวนหลายคน  ซึ่งหากเราสมัครก่อนในกรณีคะแนนเท่ากันเราจะได้อยู่ในลำดับก่อน
            2.  การเตรียมตัวสอบ ถือว่าเป็นหัวใจหลักของการสอบแข่งขัน ซึ่งมีหนังสือตำรา เกี่ยวกับการสอบแข่งขันมากกมาย แต่เวลาในการเตรียมสอบซึ่งนับตั้งแต่หน่วยงานราชการเปิดรับสมัครจนถึงเวลา สอบ ประมาณ 2 เดือน ซึ่งหากผู้เตรียมตัวสอบอ่านหนังสือแบบกว้างไม่เน้นจุดสำคัญก็จะทำให้พลาด โอกาสในการสอบได้  ดังนั้นควรอ่านประกาศการรับสมัครสอบให้ละเอียดว่าจะออกสอบเกี่ยวกับเรื่อง อะไรบ้าง เพื่อให้การเตรียมตัวสอบแคบลงในเวลาอันสั้น
            3. ข้อมูลเฉพาะของแต่ละหน่วยงานราชการก็มีความสำคัญ ควรทำความเข้าใจศึกษาให้ละเอียด เช่น ซื่อเว็บไซต์ ภารกิจหลักขององค์กร อำนาจหน้าที่ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง แนวนโยบาย  วิสัยทัศน์  ฯลฯ
            4. ในห้องสอบต้องทำข้อสอบให้ได้  โดยเฉพาะข้อสอบภาค ก. ต้องทำให้ทันเวลา ทำด้วยความรวดเร็วและถูกต้อง โดยเฉพาะคำถามเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ บางข้อก็สามารถนำตัวเลือกของข้อสอบมาสุ่มหาคำตอบได้เลยโดยไม่ต้องใช้สูตร จะทำให้ผู้เข้าสอบได้คะแนนเพิ่มขึ้น
            5. ข้อสอบภาษาไทยเกี่ยวกับการอ่านบทความ จะต้องตอบตามเนื้อความที่โจทย์ให้มาอย่าคิดนอกเหนือจากนั้น อย่าคิดล่วงหน้า และให้สังเกตข้อความเหล่านี้คือ  “ทำให้ , ปรากฏขึ้น, เพราะ,  เนื่องจาก”  ซึ่งคำตอบส่วนใหญ่จะอยู่หลังข้อความเหล่านี้
            6. การเลือกคำตอบที่ถูกต้อง โดยเฉพาะตัวเลือกที่เป็นคำเฉพาะเจาะจง ส่วนใหญ่จะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง เช่น หากมีตัวเลือกที่ลงท้ายว่า “เท่านั้น, เพียงอย่างเดียว” ให้ข้ามไปได้เลย
            7. การเดาอย่างมีประสิทธิภาพ  ในการเข้าสอบจากประสบการณ์ ผู้เข้าสอบส่วนใหญ่ไม่สามารถหาคำตอบที่ถูกต้องได้ทุกข้อ จะต้องเดา เทคนิคง่าย ๆ ของการทำข้อสอบประเภทที่ถามเกี่ยวกับ จำนวนกี่คน  อายุกี่ปี ระเวลาเท่าใด    ถ้าหากไม่ทราบเลยว่าข้อใดเป็นข้อที่ถูกต้อง ควรเลือก ข้อ ค หรือ ง ก็ได้ เพราะคำตอบส่วนใหญ่จะเป็น ข้อ ค หรือ ง
ขอให้ทุกท่านโชคดีในการสอบ

10 วิธีการเตรียมตัวก่อนสอบ

1. ตั้งใจแน่วแน่ เชื่อมั่นในตัวเอง สร้างกำลังใจในการอ่านหนังสือ เอาชนะความเกียจคร้าน งดกิจกรรมอื่นๆ เลิกเที่ยว เลิกดื่ม เลิกสร้างบรรยากาศที่ไม่ใช่การเตรียมสอบ เลิก chat ตอนดึกๆ เลิกเม้าท์โทรศัพท์นานๆ ตัดทุกอย่างออกไป ปลีกวิเวกได้เลย ต้องทำให้ได้ ถ้าไม่ได้อย่าคิดเลยว่าจะสอบติด

2.ตัดสินใจให้เด็ดขาด ต่อไปนี้จะทำเพื่ออนาคตตัวเอง บอกเพื่อน บอกพ่อแม่ บอกทุกคนว่า อย่ารบกวน ขอเวลาส่วนตัว จะเปลี่ยนชีวิต กำหนดชีวิตตัวเอง จ เพราะเราต้องการมีอนาคตที่กำหนดได้ด้วยตัวเอง

3. เขียนอนาคตตัวเอง สร้างเป้าหมายให้ชัดเจน เขียนป้ายตัวใหญ่ๆ ติดไว้ข้างห้องเลยว่าจะเรียนต่อคณะอะไร จบแล้วจะเป็นอะไร วิเคราะห์ว่าเรามีความชอบและถนัดสาขาวิชาไหน แล้วลองเลือกมาเก็บไว้ โดยเลือกตามความถนัด ไม่เลือกตามเพื่อน ตามใจพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือตามกระแสนิยม

4. เตรียมความพร้อม เตรียมตัว สรรหาหนังสือ หาอาจารย์ติว หาเพื่อนคนเก่งๆ มาติว หาหนังสือมาให้ครบทุกเนื้อหาที่จะต้องสอบ เตรียมห้องอ่านหนังสือ โต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ ให้พร้อม

5. วางแผนการใช้ชีวิต วางแผนการอ่านหนังสือ  ออกแบบชีวิตว่า วันหนึ่งจะทำอะไร พยายามใช้เวลาในการอ่านให้มากที่สุด วางแผนว่าจะอ่านวิชาไหนก่อน ควรเริ่มจากวิชาที่ชอบ เรื่องที่ถนัด ถ้าท้อก็ให้ลืมตาดูป้าย ต้องอ่านจริงจัง วิธีการคือ อ่านทุกเมื่อที่มีโอกาส หนังสือต้องติดตัวตลอด ว่างเมื่อไรหยิบมาอ่าน อย่าปล่อยให้ว่างจนไม่รู้จะทำอะไร ที่สำคัญอ่านแล้วต้องมีโน้ตเสมอ ในช่วงอ่านหนังสือจะพบอุปสรรค์มากมาย เช่น ขี้เกียจ ง่วง เบื่อหน่าย ต้องผ่อนคลายโดยออกมาสูดอากาศนอกห้อง กินขนม ดูทีวี ฟังเพลง พูดคุยกับครอบครัว เล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือเล่นดนตรีซักพัก แล้วค่อยเริ่มต้นอ่านใหม่ ต้องเชื่อว่าเราทำได้ และสร้างกำลังใจอยู่ตลอดเวลา
6. สร้างกำลังในให้ตัวเองอย่างต่อเนื่อง หากท้อให้มองภาพอนาคตตัวเอง นึกถึงวันรับปริญญา วันที่พ่อแม่ดีใจที่สุดในชีวิต ต่อไปนี้ต้องทำเพื่อท่าน อย่าเห็นแก่ตัว อย่าขี้เกียจ อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เลิกนิสัยเดิมๆ เสียทีย้ำกับตัวเองว่า เราต้องกำหนดอนาคตตัวเอง เราต้องทำได้ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ บอกกับตัวเองอย่างนี้ทุกวัน
7. ทำตารางสอบ โดยจดวันและเวลาที่สอบไว้ให้ชัดเจน
8. อ่านตำราโดยจัดลำดับตามตารางสอบ โดยเริ่มอ่านจากวิชาที่สอบวันแรก ไปจนวันสุดท้าย และควรอ่านให้จบก่อนถึงวันสอบประมาณ 4 วันหรือมากว่านั้น และอ่านทบทวนอีกครั้งในวันสุดท้ายก่อนที่จะถึงวันสอบ
9. พูดคุยกับเพื่อนๆ ไม่ใช่ชวนกันคุยเรื่องแฟชั่น เสื้อผ้า แต่เป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับเนื้อหาวิชาที่จะสอบ ถ้าให้ดีควรหากลุ่มเพื่อนสนิทแล้วอ่านพร้อมกัน เมื่ออ่านจบก็ซักถามส่วนที่ไม่เข้าใจเพื่อจะได้เป็นการทบทวนความรู้ให้เพื่อน และเพิ่มความเข้าใจให้ตนเองด้วย
10. ค้นคว้าเพิ่มเติม ในกรณีที่เรายังไม่เข้าใจในเนื้อหาที่อ่านอย่างถ่องแท้ ก็ควรค้นคว้าเพิ่มเติมจากตำรา หรืออาจารย์ผู้สอน และจดบันทึกข้อควรจำที่สำคัญ เพื่อทำความเข้าใจก่อนสอบ..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/393794

9 เคล็ดลับเตรียมตัวสอบให้ได้คะแนนดี

9 เคล็ดลับเตรียมตัวสอบให้ได้คะแนนดี
9 เคล็ดลับเตรียมตัวสอบให้ได้คะแนนดี

มีความตั้งใจแน่วแน่

มีความเชื่อมั่นในตัวเอง สร้างกำลังใจในการอ่านหนังสือ เอาชนะความเกียจคร้าน
วิเคราะห์ตัวเอง
วิเคราะห์ ว่าเรามีความชอบและมีความถนัดในสาขาวิชาไหน แล้วลองเลือกมาเก็บไว้ 3 อันดับ โดยเลือกตามความถนัดของตัวเอง ไม่เลือกตามเพื่อน ตามใจพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือตามกระแสนิยม
วิเคราะห์สาขาวิชาที่จะสอบ
วิเคราะห์ สาขาวิชาที่ชอบนั้นว่าเรามีพื้นฐานความรู้ในสาขานั้นๆมากพอที่จะสอบติดหรือ ไม่ มีเวลาอ่านหนังสือพอหรือเปล่า แล้วสาขาวิชากนั้นมีการแข่งขันสูงแค่ไหน แล้วประเมินตัวเองตามความเหมาะสม ถ้าอันดับ 1 ที่เลือกไว้นั้นเป็นไปไม่ได้ ก็มุ่งไปที่อันดับ 2 หรือ 3
การเตรียมความพร้อม
เตรียม ตัวอ่านหนังสือ หาหนังสือมาให้ครบทุกเนื้อหาที่จะต้องสอบ หาอาจารย์หรือเพื่อนที่คนเก่งๆ มาติว เตรียมห้อง และอุปกรณ์สำหรับการอ่านหนังสือ
วางแผนการใช้ชีวิต
ลอง ออกแบบชีวิตตัวเองดูว่า ในวันหนึ่งเราจะทำอะไรบ้าง อะไรที่จำเป็นและอะไรที่ไม่จำเป็น พยายามใช้เวลาในการอ่านหนังสือให้มากที่สุด
วางแผนการอ่านหนังสือ
เริ่ม ต้นวางแผนว่าจะเลือกอ่านวิชาไหนก่อน ควรเลือกอ่านวิชาที่ชอบหรือถนัดก่อน เลือกทำข้อสอบหรือแบบฝึกหัดจากง่ายก่อน เพื่อเป็นสร้างกำลังใจในการอ่านวิชาต่อไป ซึ่งต้องวางแผนการอ่านให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่เหลือของการสอบ
งดกิจกรรมอื่นๆ ชั่วคราว
สร้าง กฏเหล็กให้กับตัวเอง เช่น เลิกเล่นเกม เลิกเที่ยว เลิกดื่ม เลิกchat msn เลิกเม้น hi5 เลิกคุยโทรศัพท์นานๆ ชั่วคราว แต่อาจผ่อนคลายด้วยการออกกำลังกาย หรือการนั่งสมาธิ
เทคนิคการอ่านหนังสือ
อย่า ปล่อยให้ตัวเองมีเวลาว่าง อ่านทุกเมื่อที่มีโอกาส พกหนังสือต้องติดตัวตลอดเวลา ว่างเมื่อไรหยิบมาอ่านได้ทันที พยายามจดโน้ตสาระสำคัญไว้ ไม่ควรนอน กินขนม ฟังเพลง ดูทีวี พร้อมๆกับการอ่านหนังสือ ควรใช้สมาธิในการอ่านอย่างเดียว
สร้างกำลังในให้ตัวเองอย่างต่อเนื่อง
ใน ช่วงเวลาของการอ่านหนังสือ เราจะพบอุปสรรค์มากมาย เช่น ความขี้เกียจ ง่วง ความกังกล ความเบื่อหน่าย ต้องหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด เช่นการออกมาสูดอากาศนอกห้อง กินขนม ดูทีวี ฟังเพลง พูดคุยกับครอบครัว เล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือเล่นดนตรีซักพักแล้วค่อยเริ่มต้นอ่านใหม่ พยายามเชื่อมั่นว่าเราทำได้ และสร้างกำลังใจอยู่ตลอดเวลา

เคล็ดลับง่ายๆสำหรับการสอบเอ็น

เคล็ดลับง่ายๆสำหรับการสอบเอ็น
 
การสอบ Entrance เป็นกิจกรรมที่น้อง ๆ ม.ปลาย ต้องเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
น้องที่กำลังศึกษาอยู่ ม. 6 ที่ต้องเก็บตัวเงียบเพื่อหาความรู้เพิ่มเติมให้มากในการนำไปสอบแข่งขัน เพื่อให้มีโอกาส
เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงต่อไป หากน้อง ๆ มีทักษะในการทำข้อสอบมากพอ ก็จะทำให้เกิดความ
มั่นใจและประสบความสำเร็จได้ ในการที่จะทำข้อสอบให้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจนั้น ต้องมีการวางแผนการศึกษาตั้ง
แต่เนิ่น ๆ ควรให้เวลากับการศึกษาอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ ซึ่งการสอบ Entrance ที่ผ่านมา น้อง ๆ แต่ละคนอาจ
จะมีเคล็ดลับการสอบที่แตกต่างกันแล้วแต่ว่าใครจะงัดอะไรออกมาสู้กัน (ด้วยความสุจริต) ซึ่งได้แก่ ทางไสยศาสตร์ การบนบานศาลกล่าว เพื่อเสริมสร้างกำลังใจ หรือ การมีเคล็ดลับการเดาข้อสอบต่าง ๆ ซึ่งก็แล้วแต่ความสะดวกของน้องๆ แต่ละคน ซึ่งฉบับนี้ได้นำเคล็ดลับง่าย ๆ สำหรับการสอบ Entrance มาฝากน้อง ๆ เพื่อให้การสอบเป็นไปอย่างราบรื่น

1. การเตรียมความพร้อมก่อนวันสอบ น้อง ๆ ต้องให้ความสำคัญกับตารางสอบให้มาก ๆ เพราะตารางสอบจะบ่งบอกถึง วัน เวลา วิชาที่สอบ และสถานที่สอบ ให้กับน้อง ๆ ตลอดจนการสำรวจสถานที่สอบก่อนไปสอบจริงด้วย เพราะหากน้อง ๆ ดูไม่ละเอียดถี่ถ้วนแล้ว นั่นหมายถึงว่าน้องได้ตัดโอกาสของตนเองด้วย ส่วนเรื่องอุปกรณ์ที่ใช้ในการสอบ เช่น ดินสอ 2B หรือมากกว่านั้น เอกสารต่าง ๆ ที่ใช้เป็นหลักฐานในการยืนยันว่าน้องเป็นคนสมัครและเป็นคนมาสอบด้วยตนเองให้พร้อม (ไม่ควรมาหาเอาตอนจะไปสอบจะไม่ทันกาล)

2. ความพร้อมของน้อง ๆ เอง โดยก่อนออกจากบ้านไปยังสถานที่สอบ น้อง ๆ ให้ความสำคัญกับการแต่งกายหรือยัง การแต่งกายต้องสุภาพเรียบร้อย (ชุดนักเรียน) ถูกต้องตามระเบียบการแต่งกายของนักเรียนระดับ ม. ปลายหรือยัง ถ้ายังสำรวจตัวเองก่อนที่คณะกรรมการผู้คุมสอบจะไม่อนุญาตให้เข้าห้องสอบนะคะ แล้วอย่าลืมอุปกรณ์และเอกสารที่เตรียมไว้นะ จะได้ไม่เสียเวลาและไม่ทำให้น้องหงุดหงิดได้ค่ะ อย่าลืมว่าต้องไปทักทายเพื่อน ๆ ก่อนเข้าห้องสอบประมาณครึ่งชั่วโมงด้วยนะ เพื่อลดความวิตกกังวลและรู้สึกผ่อนคลาย จะได้รู้สึกดีและมั่นใจในการสอบ

3. เมื่อเข้าห้องสอบนั่งนิ่ง ๆ ทำใจให้สบาย ฟังคำชี้แจงจากคณะกรรมการคุมสอบให้ละเอียด ไม่เข้าใจให้สอบถามทันที เขียนชื่อ - สกุล รหัส ในกระดาษคำตอบให้เรียบร้อยเสียก่อน เพราะถ้าลืม ต่อให้เก่งสักเท่าไร บวก ไสยศาสตร์ก็ช่วยอะไรน้อง ๆ ไม่ได้นะคะ

4. รวบรวมสติให้มั่น อ่านคำชี้แจงให้ชัดเจน และให้เข้าใจ พร้อมทั้งสำรวจว่าข้อสอบที่ได้มีจำนวนข้อ และจำนวนหน้าตรงตามคำชี้แจงที่ข้อสอบได้ระบุไว้หรือไม่ ถ้ามีปัญหาอะไรให้รีบแจ้งคณะกรรมการคุมสอบโดยเร็ว

5. น้องต้องวางแผนการใช้เวลาในการสอบทั้งหมด โดยคาดการณ์ว่าจะใช้เวลาในการทำข้อสอบข้อละกี่นาที จึงจะเสร็จ น้อง ๆ ควรควบคุมและใช้เวลาในการทำข้อสอบตามแผนที่วางไว้ เพราะเมื่อพบข้อที่ยาก อาจจะทำให้ทั้งเวลาและความรู้สึกของน้องเสียไปได้

6. ให้น้อง ๆ รีบจดสาระสำคัญ เช่น สูตร หรือข้อความที่ต้องใข้ในวิชานั้น ๆ ลงในกระดาษคำถามก่อนที่ความตื่นเต้นจะทำให้ลืมไปเสียก่อน (แล้วอย่าเผลอไปจดใส่กระดาษอื่น ๆ ล่ะ เดี๋ยวเจอข้อหาทุจริตได้ จะหาว่าไม่เตือน)

7. ให้น้อง ๆ เลือกทำข้อสอบในส่วนของข้อที่ง่ายก่อน แล้วค่อยทำข้อสอบในส่วนที่ยากต่อไป เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง ในสถานการณ์ที่พบข้อที่ยากให้ทำเครื่องหมายและข้ามไปทำข้อถัดไปก่อนแล้วจึงย้อนกลับมาทำใหม่ ให้น้อง ๆ ระวังข้อคำถามหรือต้องเลือกที่มีคำที่เป็นปฏิเสธ หรือปฏิเสธซ้อนปฏิเสธให้ใช้ความละเอียดรอบคอบในการพิจารณาความหมายที่ถูกต้อง เพราะจะทำให้เสียคะแนนได้

8. น้องควรใช้ความรู้ในการทำข้อสอบและไม่ต้องสนใจกับรูปแบบของข้อที่ตอบให้มากนัก เช่น ตอบข้อ ก แล้ว ข้อถัดไปไม่ควรจะเป็นข้อ ก อีก เป็นต้น ให้น้องคำนึงถึงตัวเนื้อหาที่เป็นคำตอบที่ถูกต้องดีกว่า เพราะถ้าน้องยึดติดกับตัวรูปแบบของการตอบแล้ว อาจทำให้พลาดจากคะแนนที่ต้องการได้ค่ะ

9. การตอบปกติแล้วคำตอบที่คิดไว้เป็นครั้งแรกมักจะเป็นคำตอบที่ถูก แต่ถ้าหากจะเปลี่ยนคำตอบ ควรเปลี่ยนเมื่อแน่ใจจริง ๆ ว่าที่ตอบมาแล้วตอบผิด แต่หากไม่แน่ใจให้น้องคงคำตอบเดิมไว้นะคะ ความรู้ไม่เข้าใครออกใคร ความคิดของน้องครั้งแรกจะเป็นจะเป็นตัวช่วยเพิ่มคะแนนให้น้อง ๆ ได้คะ ถ้าเวลาในการทำข้อสอบเหลือพอที่จะทบทวนให้น้องย้อนกลับไปทบทวนเฉพาะข้อที่ยากและไม่เข้าใจ เพื่อให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง และถ้าข้อสอบที่มีตัวเลือกเหลือให้ต้องเดาต้องเดาอย่างมีหลักการของความถูกต้องนะคะ เพราะไม่งั้นคะแนนอาจติดลบได้ค่ะ แต่บางคนมีเคล็ดลับการเดาที่ดี คือ การมีพื้นฐาน ความรู้และประสบการณ์ ก็อาจทำแต้มขึ้นมาได้ค่ะ

10. แนวโน้มเนื้อหาในการสอบ Entrance และคะแนนของข้อสอบแต่ละวิชา จะมีน้ำหนักที่ต่างกันออกไป ค่าของคะแนนจะขึ้นอยู่กับความยากง่ายของเนื้อหาที่ออกเป็นส่วนใหญ่ ข้อสอบที่นิยมนำมาทดสอบน้อง ๆ จะมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ ข้อสอบแบบ ปรนัย และ ข้อสอบแบบอัตนัย ซึ่งน้อง ๆ บางคนอาจจะสับสนกับ คำว่า "ปรนัย" และ "อัตนัย" อยู่บ้าง "ปรนัย" คือ ข้อสอบที่มีคำถาม พร้อมตัวเลือกให้เลือกตอบ จำนวน 4 ตัวเลือก (ระดับมัธยมศึกษา) และ "อัตนัย" คือ ข้อสอบที่มีคำถาม เพียงอย่างเดียว แล้วให้น้องหาคำตอบจากการแสดงวิธีทำ เพื่อให้ได้คำตอบที่ต้องการ ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปเนื้อหาของข้อสอบที่ใช้ จะวัดพฤติกรรมการเรียนรู้ ของผู้เรียนมากกว่า โดยใช้หลักการของนักจิตวิทยาการศึกษา ชื่อว่า Benjamin S. Bloom (น้อง ๆ คงจะคุ้นเคยกับชื่อนี้มาบ้างแล้ว) ซึ่ง Bloom เองได้กำหนด พฤติกรรมการเรียนรู้ ไว้ดังนี้

10.1 ความรู้ ความจำ หมายถึง การวัดความสามารถในการระลึกได้ถึงประสบการณ์ที่เคยศึกษา
ความจำอาจเป็นการถามความเกี่ยวกับศัพท์ และนิยามกฎเกณฑ์ วิธีการ เป็นต้นโดยคำถามมักจะใช้
คำว่า อะไร ที่ไหน อย่างไร
10.2 ความเข้าใจ หมายถึง การวัดความสามารถในการแปลความ ตีความ และขยายความ
10.3 การนำไปใช้ หมายถึง การนำหลักวิชาไปใช้ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่
10.4 การวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะส่วนต่าง ๆของเหตุการณ์หรือเรื่องราวว่า
เป็นอย่างไร การวิเคราะห์ถึงความสำคัญ ความสัมพันธ์หรือหลักการเป็นต้น
10.5 การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการรวบรวมสิ่งที่ศึกษาเข้าด้วยกันเป็นสิ่งใหม่ หรือรูป
แบบใหม่ อาจเป็นการสังเคราะห์ข้อความ การวางแผนงานล่วงหน้าหรือความสัมพันธ์ เป็นต้น
10.6 การประเมินค่า หมายถึงความสามารถในการพิจารณาตัดสินเกี่ยวกับข้อมูลที่ได้ศึกษามาทั้ง
หมดว่าตัดสินได้ว่าอย่างไร โดยข้อสอบที่ นำมาทดสอบน้องในการสอบ Entrance แต่ละปีนั้น ก็มักจะ
นำพฤติกรรมการเรียนรู้ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมาเป็นตัวทดสอบความรู้ของน้อง ๆ เอง โดยที่น้องต้องรู้
ว่าพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ทางผู้ออกข้อสอบนำมาใช้นั้น เป็นแนวใด และมีลักษณะเช่นไรแล้ว จะทำให้
น้อง ๆ มีแนวทางใน การเตรียมตัวอ่านหนังสือและเตรียมตัวสอบ Entrance ต่อไป

11. น้องๆ อย่าลืมตรวจสอบกระดาษคำตอบว่าได้ตอบทุกข้อคำถามและเลือกตอบเพียง 1 ตัวเลือกเท่านั้นก่อนส่งให้กรรมการคุมสอบด้วยนะคะ

12. หลังสอบเสร็จแล้วให้น้อง ๆ กลับไปทบทวนในข้อที่ยากหรือข้อที่ไม่แน่ใจทันที เพื่อเป็นการเรียนรู้จากข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนอีกครั้ง สำหรับในการสอบครั้งต่อไป


น้อง ๆ บางคน อาจจะเห็นความสำคัญของเนื้อหาในเรื่องนี้เป็นแค่เรื่องธรรมดา แต่อย่าประมาทนะคะ เพราะ
ความประมาททำให้พลาดโอกาสมานักต่อนักแล้ว เตรียมตัวกันไว้แต่เนิ่น ๆ จะทำให้ไปเดินโก้ในมหาวิทยาลัยได้ค่ะ

"ความสำเร็จในทางการศึกษา มิได้มาเพราะโชคช่วย หรือด้วยคำพร่ำภาวนา แต่มาจากการไขว่คว้า พยายาม เอาจริงเอาจังและมีวินัย" 

สาเหตุที่ทำให้กรอ่านหนังสือขาดประสิทธิภาพ

สาเหตุที่ทำให้การอ่านหนังสือขาดประสิทธิภาพ มีดังนี้







  1. การอ่านทีละคำ
  2. การอ่านออกเสียง
  3. ปัญหาเกี่ยวกับศัพท์เฉพาะ
  4. การใช้วิธีเดียวกันตลอดในการอ่านทุกประเภท
  5. การใช้นิ้วชี้ข้อความตามไปด้วยในขณะอ่าน
  6. การอ่านซ้ำไปซ้ำมา
  7. การขาดสมาธิในการอ่าน