วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2559

6 เทคนิคการอ่านหนังสือเตรียมสอบ

1.ต้องเลิกเที่ยว เลิกดื่ม เลิกสร้างบรรยากาศที่ไม่ใช่การเตรียมสอบ เลิก chat ตอนดึกๆ เลิกเม้าท์โทรศัพท์นานๆ ตัดทุกอย่างออกไป ปลีกวิเวกได้เลย ต้องทำให้ได้ ถ้าไม่ได้อย่าคิดเลยว่าจะสอบติด ฝันไปเถอะ
2.ตัดสินใจให้เด็ดขาด ว่าต่อไปนี้จะทำเพื่ออนาคตตัวเอง บอกเพื่อน บอกพ่อแม่ บอกทุกคนว่า อย่ารบกวน ขอเวลาส่วนตัว จะเปลี่ยนชีวิต จะกำหนดชีวิตตัวเอง จะกำหนดอนาคตตัวเอง เพราะเราต้องการมีอนาคตที่กำหนดได้ด้วยตัวเอง ใช่หรือไม่
3.ถ้าทำ 2 ข้อไม่ได้ อย่าทำข้อนี้ เพราะข้อนี้คือ ให้เขียนอนาคตตัวเองไว้เลยว่า จะเรียนต่อคณะอะไร จบแล้วจะเป็นอะไร เช่น จะเรียนพยาบาล ก็เขียนป้ายตัวใหญ่ๆ ติดไว้ข้างห้อง มองเห็นตลอดเลยว่า “เราจะเป็นพยาบาล” จะเรียนแพทย์ก็ต้องเขียนไว้เลยว่า “ปีหน้าจะไปเหยียบแผ่นดินแพทย์ศิริราช-จุฬา” อะไรทำนองนี้ เพื่อสร้างเป้าหมายให้ชัดเจน
4.เตรียมตัว สรรหาหนังสือ หาอาจารย์ติว หาเพื่อนคนเก่งๆ บอกกับเค้าว่าช่วยเป็นกำลังใจให้เราหน่อย ช่วยเหลือเราหน่อย หาหนังสือมาให้ครบทุกเนื้อหาที่จะต้องสอบ เตรียมห้องอ่านหนังสือ โต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ ให้พร้อม
5.เริ่มลงมืออ่านหนังสือ เริ่มจากวิชาที่ชอบ เรื่องที่ถนัดก่อน ทำข้อสอบไปด้วย ทำแบบฝึกหัดจากง่ายไปยาก ค่อยๆ ทำ ถ้าท้อก็ให้ลืมตาดูป้าย ดูรูปอนาคตของตัวเอง ต้องลงมืออ่านอย่างจริงจัง อย่างน้อยวันละ 10 ชั่วโมง แล้วจะทำได้ไง วิธีการคือ อ่านทุกเมื่อที่มีโอกาส อ่านทุกครั้งที่มีโอกาส หนังสือต้องติดตัวตลอดเวลา ว่างเมื่อไรหยิบมาอ่านได้ทันที อย่าปล่อยให้ว่างจนไม่รู้จะทำอะไร ที่สำคัญอ่านแล้วต้องมีโน้ตเสมอ ห้ามนอนอ่าน ห้ามกินขนม ห้ามฟังเพลง ห้ามดูทีวี ห้ามดูละคร ดูหนัง อ่านอย่างเดียว ทำอย่างจริงจัง
6.ข้อนี้สำคัญมาก หากท้อให้มองภาพอนาคตของตัวเองไว้เสมอ ย้ำกับตัวเองว่า “เราต้องกำหนดอนาคตของตัวเอง ไม่มีใคร กำหนดให้เรา เราต้องทำได้ เพราะไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้” ให้กำลังใจกับตัวเองอยู่เสมอ บอกกับตัวเองอย่างนี้ทุกวัน หากท้อ ขอให้นึกว่า อย่างน้อยก็มีผู้เขียนบทความนี้เป็นกำลังใจให้น้องๆ เสมอ นึกถึงภาพวันที่เรารับปริญญา วันที่เราและครอบครัวจะมีความสุข วันที่คุณพ่อคุณแม่จะดีใจที่สุดในชีวิต ต่อไปนี้ต้องทำเพื่อท่านบ้าง อย่าเห็นแก่ตัว อย่าขี้เกียจ อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เลิกนิสัยเดิมๆ 

9 เคล็ยดลับเตรียมตัวสอบให้ได้คะแนนดี

มีความตั้งใจแน่วแน่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง สร้างกำลังใจในการอ่านหนังสือ เอาชนะความเกียจคร้าน
วิเคราะห์ตัวเอง
วิเคราะห์ ว่าเรามีความชอบและมีความถนัดในสาขาวิชาไหน แล้วลองเลือกมาเก็บไว้ 3 อันดับ โดยเลือกตามความถนัดของตัวเอง ไม่เลือกตามเพื่อน ตามใจพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือตามกระแสนิยม
วิเคราะห์สาขาวิชาที่จะสอบ
วิเคราะห์ สาขาวิชาที่ชอบนั้นว่าเรามีพื้นฐานความรู้ในสาขานั้นๆมากพอที่จะสอบติดหรือ ไม่ มีเวลาอ่านหนังสือพอหรือเปล่า แล้วสาขาวิชากนั้นมีการแข่งขันสูงแค่ไหน แล้วประเมินตัวเองตามความเหมาะสม ถ้าอันดับ 1 ที่เลือกไว้นั้นเป็นไปไม่ได้ ก็มุ่งไปที่อันดับ 2 หรือ 3
การเตรียมความพร้อม
เตรียม ตัวอ่านหนังสือ หาหนังสือมาให้ครบทุกเนื้อหาที่จะต้องสอบ หาอาจารย์หรือเพื่อนที่คนเก่งๆ มาติว เตรียมห้อง และอุปกรณ์สำหรับการอ่านหนังสือ
วางแผนการใช้ชีวิต
ลอง ออกแบบชีวิตตัวเองดูว่า ในวันหนึ่งเราจะทำอะไรบ้าง อะไรที่จำเป็นและอะไรที่ไม่จำเป็น พยายามใช้เวลาในการอ่านหนังสือให้มากที่สุด
วางแผนการอ่านหนังสือ
เริ่ม ต้นวางแผนว่าจะเลือกอ่านวิชาไหนก่อน ควรเลือกอ่านวิชาที่ชอบหรือถนัดก่อน เลือกทำข้อสอบหรือแบบฝึกหัดจากง่ายก่อน เพื่อเป็นสร้างกำลังใจในการอ่านวิชาต่อไป ซึ่งต้องวางแผนการอ่านให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่เหลือของการสอบ
งดกิจกรรมอื่นๆ ชั่วคราว
สร้าง กฏเหล็กให้กับตัวเอง เช่น เลิกเล่นเกม เลิกเที่ยว เลิกดื่ม เลิกchat msn เลิกเม้น hi5 เลิกคุยโทรศัพท์นานๆ ชั่วคราว แต่อาจผ่อนคลายด้วยการออกกำลังกาย หรือการนั่งสมาธิ
เทคนิคการอ่านหนังสือ
อย่า ปล่อยให้ตัวเองมีเวลาว่าง อ่านทุกเมื่อที่มีโอกาส พกหนังสือต้องติดตัวตลอดเวลา ว่างเมื่อไรหยิบมาอ่านได้ทันที พยายามจดโน้ตสาระสำคัญไว้ ไม่ควรนอน กินขนม ฟังเพลง ดูทีวี พร้อมๆกับการอ่านหนังสือ ควรใช้สมาธิในการอ่านอย่างเดียว
สร้างกำลังในให้ตัวเองอย่างต่อเนื่อง
ใน ช่วงเวลาของการอ่านหนังสือ เราจะพบอุปสรรค์มากมาย เช่น ความขี้เกียจ ง่วง ความกังกล ความเบื่อหน่าย ต้องหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด เช่นการออกมาสูดอากาศนอกห้อง กินขนม ดูทีวี ฟังเพลง พูดคุยกับครอบครัว เล่นกับสัตว์เลี้ยง หรือเล่นดนตรีซักพักแล้วค่อยเริ่มต้นอ่านใหม่ พยายามเชื่อมั่นว่าเราทำได้ และสร้างกำลังใจอยู่ตลอดเวลา

4 วิธีออกกำลังกายสมองช่วยเพิ่มความจำ

1. หัวเราะสักนิด
ล่าสุดงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย โลมา ลินดา ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า การหัวเราะเพียงแค่ 20 นาทีส่งผลให้ ความจำ ในระยะสั้นดีขึ้น ระดับฮอโมนคอร์ติซอล (Cortisol) หลั่งน้อยลง และความดันโลหิตลดลงด้วย แนะนำให้ดูหนังตลกกับเพื่อนหรือคนรู้ใจก็เป็นวิธีหนึ่งในการสร้างเสียงหัวเราะ
2. นอนหลับลึก
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า การนอนหลับจะทำให้เซลล์สมองเกิดการเชื่อมต่อถึงกันและกัน โดยเฉพาะช่วงการหลับลึกที่เซลล์สมองจะสามารถจดจำ และเก็บความทรงจำไว้ได้
3. ฝึกการเขียน
นักจิตวิทยา มหาลัยแคลิฟอร์เนียแห่งลอสแองเจอลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า กลุ่มนักศึกษากลุ่มที่ใช้ปากกาจดบันทึกมีความสามารถในการจดจำเนื้อหาได้มากกว่ากลุ่มที่บันทึกโดยการพิมพ์ในคอมพิวเตอร์แบบพกพา
4. การนั่งและยืน
ดร.อิริค เปเปอร์ มหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การนั่งและยืนด้วยท่าท่างที่ถูกต้องนั้นช่วยให้สมองจดจำเรื่องราวต่างๆได้ดี เพราะเลือดสามารถนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้มากถึง 40 เปอร์เซ็นต์
หากปฏิบัติกันเป็นประจำ นอกจากช่วยพัฒนาสมองแล้ว ยังป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ด้วย

ฝึกสมองเพิ่มความจำ ป้องกันสมองเสื่อม

1. พัฒนาสมองด้วยดนตรี เช่น การฟังดนตรีคลาสิคและเพลงบรรเลง ของโมสาร์ท
มีการศึกษาพบว่า ดนตรีจะช่วยให้ความคิดเป็นไปในทางที่ถูกต้องและมีกระบวนการคิดที่เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นให้สมองมีการพัฒนาและเติบโตขึ้น มีสมาธิและจิตใจสงบ วิธีนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่เจอแต่ความเครียดมาทั้งวัน
2. พัฒนาสมองด้วยการทำสิ่งใหม่ๆเช่น เรียนศิลปะ เรียนภาษา เต้นรำ เล่นกีฬา เป็นต้น
การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือกระทำสิ่งใหม่ๆ จะช่วยกระตุ้นสมองของเราให้เกิดความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆได้ วิธีนี้จะเป็นวิธีที่ทำให้สมองได้มีการทำงานไปในตัวด้วย
3. การฝึกจำเป็นการบริหารสมองที่ดีมาก
อายุที่มากขึ้น อาจทำให้ประสิทธิภาพความจำด้อยลง ก็เพราะสมองเริ่มฝ่อนั่นเอง ดังนั้นจึงต้องบริหารสมองด้วยการหางานให้สมองทำงานอยู่เสมอ เพื่อเป็นการชะลอการเสื่อมของสมองนั่นเอง มีวิธีง่ายๆเช่นลองฝึกจำตัวเลข เบอร์โทรศัพท์ ท่องศัพท์วันละ 10คำ
4. พัฒนาสมองด้วยการบริหารจิตเช่น การเล่นหมากรุก เล่นเกมลับสมอง เกมใบ้คำ ปริศนาอักษรไขว้หรือการคิดคำนวณโดยไม่ใช้เครื่องคิดเลข ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาสมอง
วิธีการเหล่านี้เป็นการสั่งจิตใจให้จดจ่ออยู่กับกิจกรรมที่ทำเพียงอย่างเดียว นอกจากได้บริหารสมองแล้วยังได้ฝึกสมาธิไปด้วย
5. พัฒนาสมองด้วยอาหารที่สมองต้องการ ได้แก่ กรดไขมันจำเป็นomega 3ซึ่งจำเป็น
ต่อการฟื้นฟูเซลล์สมอง ส่วนเลซิตินก็มีความสำคัญในการสร้างสารสื่อประสาทให้แก่สมอง นอกจากนี้ยังมีสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สมองเสื่อม
สารสกัดจากใบแป๊ะก๊วยยังมีบทบาทในการเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น เพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือดส่งผลให้การนำพาออกซิเจนและอาหารไปเลี้ยงสมองได้ และส่วนต่างๆของร่างกายได้ดีขึ้น
ดังนั้นการเลือกรับประทานสารอาหารดังกล่าว ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยดูแลสมองได้อย่างดี แต่ทั้งนี้
แล้วการเลือกรับประทานสารอาหารได้อย่างคุ้มค่าและปลอดภัยนั้นก็ควรตระหนักถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์สารอาหารนั้นๆด้วย ควรมีหลักการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานการผลิตยาระดับสากล ซึ่งให้ความมั่นใจได้ในคุณภาพและความปลอดภัยที่ปราศจากสารปนเปื้อน
Reference

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2558

>>วิธีทำ GAT เชื่อมโยง ให้ได้คะแนนเต็ม<<

>>วิธีทำ GAT เชื่อมโยง ให้ได้คะแนนเต็ม<<
1. อ่านคำสั่งก่อนเสมอ
          น้องๆควรอ่านคำสั่งในการทำข้อสอบก่อนทำข้อสอบก่อนเสมอ ว่าสัญลักษณ์แต่ละตัวแทนความหมายว่าอย่างไร เช่น A  แทน “ส่งผลทำให้” เพราะสัญลักษณ์หรือตัวอักษรเหล่านี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงความหมายไป ไม่เหมือนกับที่น้องๆเคยทำมาในข้อสอบเก่าก็เป็นได้ ดังนั้นอ่านคำสั่งก่อนครับ เพื่อความไม่ประมาท    

2. ขีดเส้นใต้คำเนียนทุกคำ
          ก่อนทำข้อสอบให้น้องๆอ่านคำหรือข้อความที่โจทย์กำหนดมาให้(ตัวหนาในบทความ)เชื่อมโยงก่อน แล้วจึงขีดเส้นใต้ “คำเนียน” หรือคำที่มีความหมายเหมือนกับคำที่โจทย์กำหนดมาแต่ใช้คำที่แตกต่างกัน เช่น ข้อสอบทำตัวหนาคำว่า“ป่าชายเลน” แล้วในข้อสอบบอกว่า “ป่าชายเลนหรือป่าโกงกาง เป็นป่า......” หมายความว่าคำว่า “ป่าชายเลน” และ “ป่าโกงกาง” นั้นมีความหมายเหมือนกัน น้องๆจึงควรขีดเส้นใต้ทั้งสองคำเมื่ออ่านเจอในบทความเสมอเพื่อป้องกันความสับสน


3. มีสติและสมาธิดีๆในขณะทำข้อสอบ
          เนื่องจากข้อสอบนั้นเป็นบทความที่มีความยาวมาก ดังนั้นการมีสติและสมาธิในการอ่านบทความทุกคำให้ละเอียดนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะการเชื่อมโยงบางคำนั้นอาจซ่อนอยู่เพียงบรรทัดใดบรรทัดหนึ่งในบทความก็เป็นได้

4. อย่าคิดเอง เออเอง
          การคิดเอง เออเอง เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้น้องๆเสียคะแนนไปได้เป็นจำนวนมากในการทำข้อสอบ GAT เพราะบทความใน ข้อสอบ GAT เชื่อมโยง นั้นในหลายๆครั้งจะเป็นเรื่องราวที่น้องๆอาจจะพอมีความรู้ในเรื่องดังกล่าวอยู่บ้างแล้ว จึงทำให้เมื่ออ่านบทความไปเรื่อยๆน้องๆจะมีการเพิ่มเติมเนื้อหาที่เคยรู้มาก่อนแล้วมาไว้ในสมองโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้การตีความหมายบทความนั้นผิดไปได้มากเลยละ ดังนั้นน้องๆควรจะอ่านและตีความหมายตามบทความที่โจทย์ให้มาเท่านั้น ห้ามคิดไปเองเพิ่มเติมเด็ดขาด

5. อ่านไป ร่างไป
         พี่แนะนำให้น้องๆ อ่านบทความไปพร้อมร่างแผนภาพไปด้วย เช่นเมื่อเจอ “การปลูกป่า(01) ส่งผลให้ อากาศโดยรอบดีขึ้น(02)” น้องๆก็ควรจะทำแผนภาพเชื่อมโยงระหว่าง 01 และ 02 ไปด้วยเลย ไม่ต้องรอมานั่งร่างแผนภาพใหญ่ทีเดียว เพราะจะทำให้เสียเวลาและสับสนได้

6. ระวังรายละเอียดการขีดเส้นใต้คำ
                เช่น การตัดไม้ทำลายป่า(01) ทำให้ที่อยู่อาศัยของสัตว์ลดลง(02) จะเชื่อมโยงไม่เหมือนข้อความ
                 การตัดไม้ทำลายป่า(01) ทำให้ที่อยู่อาศัยของสัตว์ลดลง(02)

7. ดูเส้นที่ลากออกจากตัวเท่านั้น
          เมื่อต้องฝนรหัสคำตอบ ให้ดูเส้นที่ลากออกจากคำหรือข้อความเท่านั้น เช่น มีเส้นที่ลากออกจาก (10) อยู่ 3 เส้นในแผนภาพแสดงว่า เมื่อฝนรหัสคำตอบลงใน ข้อความที่(10) จะต้องมีเพียง 3 รหัสคำตอบเท่านั้น


8. ถ้าคำตอบใดมี 99H แล้วจะไม่มีคำตอบอื่นอีก
          เมื่อมี 99H ในคำตอบใดแล้วจะไม่มี 03D 02A หรือคำตอบอะไรอื่นๆอีกแน่นอน

9. ตรวจสอบคำตอบเมื่อฝนคำตอบ
          ตรวจสอบอีกครั้งก่อนส่งว่าคำตอบที่ฝนรหัสกับแผนภาพที่ร่างไว้นั้นตอบเหมือนกันหรือไม่ เพราะถ้าน้องๆอุตส่าห์ร่างแผนภาพได้ถูกต้องแล้วจะต้องมาเสียคะแนนไปเพียงเพราะฝนรหัสคำตอบผิดคงจะน่าเสียใจไม่ใช่น้อย
          เป็นอย่างไรบ้างครับกับ วิธีทำ GAT เชื่อมโยง ให้ได้เต็มโดยติวเตอร์จาก Top-A tutor หวังว่าจะพื้นฐานให้น้องๆได้รู้เทคนิคคร่าวๆก่อนที่จะไป เรียนพิเศษตัวต่อตัว หรือ ติว GAT เชื่อมโยง ตามสถาบันต่างๆนะครับ

5 เทคนิคเก่ง Grammar


  5 เทคนิคเก่ง Grammar
    - พื้นฐานง่ายๆ ต้องแม่น
           ภาษาอังกฤษก็เหมือนภาษาไทย ที่จำเป็นต้องรู้พื้นฐานก่อน คำนาม คำกริยา คำวิเศษณ์ กริยา 3 ช่อง พื้นฐานพวกนี้ถือว่าจำเป็นมากๆ สำหรับการเรียนแกรมม่าเลยก็ว่าได้ เพราะต้องใช้ต่อยอดแกรมม่าเรื่องอื่น จะเรียนเรื่อง Tense แต่ละ Tense ก็ใช้ Verb คนละช่อง ก็ต้องรู้จักเลือกใช้ให้ถูก เป็นต้น

   
 - กฎเหล็ก ข้อยกเว้น ต้องจำได้
            หลายคนตกม้าตายเรื่องข้อยกเว้น แกรมม่าเป็นเรื่องของหลักภาษาที่ค่อนข้างซับซ้อน กำหนดมาเป็นอย่างดีว่าต้องใช้แบบนี้ๆ แต่สุดท้ายก็จะมีข้อยกเว้นแปะท้ายให้ปวดกบาลคนเรียนเล่นๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ นะคะ การเปลี่ยนคำนามเอกพจน์ให้เป็นพหูพจน์ เรียนกันมาว่าให้เติม s, es ถ้าลงท้ายด้วย o ให้เติม es ได้เลย แต่ก็มีข้อยกเว้น อย่างเช่น photo สามารถใช้ photos ได้เลย ไม่ใช่ photoes เป็นต้น

 
    - มีตัวอย่างเสริม
            แกรมม่าภาษาอังกฤษมีเยอะพอๆ กับหลักภาษาไทย จะให้ท่องจำแต่หลักหรือโครงสร้างก็น่าเบื่อเกินไป ลองวิธีนี้สิคะ หาตัวอย่างประโยคของหลักนั้นๆ เป็นโมเดลประโยค ท่องจำจะได้ง่ายขึ้นค่ะ ประมาณว่าคิดถึงโครงสร้างนี้ ท่องประโยคนี้ขึ้นมา ก็จะรู้ได้ว่าโครงสร้างมันเป็นยังไง ก็เหมือนกับเราท่องเสียงลือเสียงเล่าอ้าง เป็นต้นแบบของโครงสี่สุภาพนั่นเอง
    - อ่านเองไม่รู้เรื่อง ต้องเข้าใจตั้งแต่ในห้องเรียน
            ถ้ารู้ตัวว่าเรียนรู้อะไรช้า ยิ่งเป็นแกรมม่ายากๆ อ่านเองไม่เข้าใจ ก็ควรตั้งใจเรียนตั้งแต่ในห้องเรียน เพราะอาจารย์แต่คนจะมีเทคนิคการจำแตกต่างกัน ฟังให้เข้าใจตั้งแต่ในคาบและจดเทคนิคการจำไว้ด้วย กลับมาอ่านเองทีหลังจะได้ง่ายขึ้

    - อัพเกรดอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ
             วิธีนี้ถือว่าได้ประโยชน์ระยะยาวค่ะ หัดอ่านหนังสือเรื่องสั้น นิยาย หนังสือพิมพ์ ที่เป็นภาษาอังกฤษ หรืออ่านข่าวจากเว็บไซต์ต่างประเทศก็ได้ สื่อพวกนี้เราได้ทั้งศัพท์แปลกๆ ใหม่ๆ ยังได้เรียนรู้แกรมม่าด้วย

ประโยชน์ของมะเขือเทศ

ประโยชน์ของมะเขือเทศ

สารไลโคฟีน (Lycopene) เป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (Carotenoid)
ที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) และช่วยในการป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย สารไลโคฟีนนี้มีประสิทธิภาพเหนือว่าสารเบต้าเคโรทีน และสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์อื่น ๆ ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งที่มดลูกและปอด ยังพบอีกว่า สารไลโคฟีนนั้น สามารถช่วยลดโอกาสความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในต่อมลูกหมากได้ มากถึง 21% อีกทั้งยังเป็นส่วนผสมในตำรับยา ที่ใช้ป้องกันอันตรายอันเกิดจากการผลิตอนุมูลอิสระที่ผิดปกติ สารไลโคฟีนนี้จะพบมากในมะเขือเทศแดงสด แตงโม และฝรั่งขี้นกที่มีเนื้อสีชมพูอมแดง เป็นต้น
การรับประทานมะเขือเทศเพียงวันละ 1-2 ลูกจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เป็นต้นว่า ช่วยต้านโรคความดันโลหิตสูง บำรุงดวงตา และสายตา บำบัดอาการปัสสาวะขัด บำรุงเหงือกและฟัน ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว เยียวยาโรคเลือดออกตามไรฟัน ต้านทานโรคภัยไข้เจ็บ คุ้มกันไม่ให้เป็นหวัดง่าย แก้ท้องผูก และบำรุงผิวพรรณ และหากใช้มะเขือเทศสุกฝานบาง ๆ หรือน้ำคั้นจากผลสดทาหน้า ช่วยทำให้ผิวหน้าตึง มีน้ำมีนวล

การรับประทานมะเขือเทศดิบ จะมีผลร้ายแรงเพราะจะมีสารที่ออกฤทธิ์รุนแรง จัดเป็นสารพิษ Steroidal alkaloid ในมะเขือเทศ คือ a-tomatine ซึ่งได้จากใบและส่วนเหนือดิน ในผลสีเขียวจะมี alkaloid 0.03% ในผลสุกไม่พบ alkaloid คุณสมบัติทางเภสัชวิทยาของ Steroidal alkaloid คือ ทำปฏิกิริยากับสเตียรอลที่เซลล์ผิวเป็นผลให้เม็ดเลือดแดงแตก ทำให้ผิวหนังและเนื้อบุผิวระคายเคืองอย่างแรง มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส รา และใช้เป็นยาฆ่าแมลงมีคุณสมบัติยับยั้งเอมไซม์โคลีนเอสเตอเรส กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางและต่อมาจะทำให้เป็นอัมพาต หากรับประทานในขนาดที่จะทำให้เกิดพิษจะระคายเคืองทางเดินอาหารอย่างแรง

มะเขือเทศเป็นพืชชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร มะเขือเทศขนาดปานกลางจะมีปริมาณ
วิตามินซีครึ่งหนึ่งของส้มโอทั้งผล มะเขือเทศผลหนึ่งจะมีวิตามินเอราว 1 ใน 3 ของวิตามินเอที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน
นอกจากนี้มะเขือเทศยังมีโปแตสเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียมและแร่ธาตูอื่นๆ อีกหลายชนิด
มะเขือเทศมีสรรพคุณทางยาค่อนข้างสูง เพราะมะเขือเทศมีวิตามิน P (citrin) ซึ่งจะช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด

มะเขือเทศยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะจึงสามารถแก้อาการความดันโลหิตสูง มะเขือเทศมีวิตามินเอจึงสามารถรักษาโรคตาได้
ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือมีวิตามินซีมากทำให้สามารถป้องกัน และรักษาโรคลักปิดลักเปิด ช่วยระบบการย่อยและช่วยการขับถ่ายอุจจาระอีกด้วย

ช่วยบำรุงผิวลดริ้วรอย ผิวพรรณไม่แห้งกร้าน ระบบการหมุนเวียนเลือดดีขึ้น และยังสามารถต้านมะเร็งได้ด้วย
มะเขือเทศยังมีสารที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา ดังนั้นจึงใช้เป็นยารักษาโรคที่เกี่ยวกับปากที่เกิดจากเชื้อราได้