วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2558

วิธีทำ GAT เชื่อมโยง ให้ได้เต็ม!!

วิธีทำ GAT เชื่อมโยง ให้ได้เต็ม!!

          สวัสดีน้องๆอีกครั้งนะครับ วันนี้พี่ๆจาก Top-A tutor มี วิธีทำ GAT เชื่อมโยง ให้ได้คะแนนเต็มมาฝากอยากน้องๆทุกคนได้ลองศึกษาก่อนที่จะไป ติว GAT เชื่อมโยง หรือไปเรียนพิเศษ GAT เชื่อมโยงนะครับ ส่วนน้องๆจะไป ติว GAT เชื่อมโยง ตามสถาบันหรือจะ เรียนพิเศษตัวต่อตัว ก็แล้วแต่น้องๆชอบเลยครับ

>>ข้อสอบ GAT เชื่อมโยง<<
          อันนี้พี่คิดว่าน้องๆน่าจะรู้ดีอยู่แล้วแหละว่า ข้อสอบ GAT เชื่อมโยง จะมีลักษณะเป็นการให้บทความยาวประมาณ 1-2 หน้ากระดาษมาอ่านแล้วให้น้องๆเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างคำหรือข้อความที่โจทย์กำหนด ซึ่งลักษณะความสัมพันธ์แบ่งออกเป็นสามประเภทได้แก่ ส่งผลโดยตรง เป็นองค์ประกอบ มีผลยับยั้ง ซึ่งในบทความนั้นจะไม่ได้ใช้คำเชื่อมชัดเจนว่า ส่งผลโดยตรง เป็นองค์ประกอบ มีผลยับยั้ง ดังนั้นน้องๆจึงจำเป็นต้องตีความคำเชื่อมเองว่าเป็นคำเชื่อมในลักษณะใดใน 3 ลักษณะข้างต้น  ความพิเศษของ ข้อสอบ GAT เชื่อมโยง อีกอย่างนั้นคือการมีการตัดคะแนนในข้อนั้นๆถ้าหากคำตอบผิดด้วย

>>วิธีทำ GAT เชื่อมโยง ให้ได้คะแนนเต็ม<<
1. อ่านคำสั่งก่อนเสมอ
          น้องๆควรอ่านคำสั่งในการทำข้อสอบก่อนทำข้อสอบก่อนเสมอ ว่าสัญลักษณ์แต่ละตัวแทนความหมายว่าอย่างไร เช่น A  แทน “ส่งผลทำให้” เพราะสัญลักษณ์หรือตัวอักษรเหล่านี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงความหมายไป ไม่เหมือนกับที่น้องๆเคยทำมาในข้อสอบเก่าก็เป็นได้ ดังนั้นอ่านคำสั่งก่อนครับ เพื่อความไม่ประมาท    

2. ขีดเส้นใต้คำเนียนทุกคำ
          ก่อนทำข้อสอบให้น้องๆอ่านคำหรือข้อความที่โจทย์กำหนดมาให้(ตัวหนาในบทความ)เชื่อมโยงก่อน แล้วจึงขีดเส้นใต้ “คำเนียน” หรือคำที่มีความหมายเหมือนกับคำที่โจทย์กำหนดมาแต่ใช้คำที่แตกต่างกัน เช่น ข้อสอบทำตัวหนาคำว่า“ป่าชายเลน” แล้วในข้อสอบบอกว่า “ป่าชายเลนหรือป่าโกงกาง เป็นป่า......” หมายความว่าคำว่า “ป่าชายเลน” และ “ป่าโกงกาง” นั้นมีความหมายเหมือนกัน น้องๆจึงควรขีดเส้นใต้ทั้งสองคำเมื่ออ่านเจอในบทความเสมอเพื่อป้องกันความสับสน


3. มีสติและสมาธิดีๆในขณะทำข้อสอบ
          เนื่องจากข้อสอบนั้นเป็นบทความที่มีความยาวมาก ดังนั้นการมีสติและสมาธิในการอ่านบทความทุกคำให้ละเอียดนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย แต่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะการเชื่อมโยงบางคำนั้นอาจซ่อนอยู่เพียงบรรทัดใดบรรทัดหนึ่งในบทความก็เป็นได้

4. อย่าคิดเอง เออเอง
          การคิดเอง เออเอง เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้น้องๆเสียคะแนนไปได้เป็นจำนวนมากในการทำข้อสอบ GAT เพราะบทความใน ข้อสอบ GAT เชื่อมโยง นั้นในหลายๆครั้งจะเป็นเรื่องราวที่น้องๆอาจจะพอมีความรู้ในเรื่องดังกล่าวอยู่บ้างแล้ว จึงทำให้เมื่ออ่านบทความไปเรื่อยๆน้องๆจะมีการเพิ่มเติมเนื้อหาที่เคยรู้มาก่อนแล้วมาไว้ในสมองโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้การตีความหมายบทความนั้นผิดไปได้มากเลยละ ดังนั้นน้องๆควรจะอ่านและตีความหมายตามบทความที่โจทย์ให้มาเท่านั้น ห้ามคิดไปเองเพิ่มเติมเด็ดขาด

5. อ่านไป ร่างไป
         พี่แนะนำให้น้องๆ อ่านบทความไปพร้อมร่างแผนภาพไปด้วย เช่นเมื่อเจอ “การปลูกป่า(01) ส่งผลให้ อากาศโดยรอบดีขึ้น(02)” น้องๆก็ควรจะทำแผนภาพเชื่อมโยงระหว่าง 01 และ 02 ไปด้วยเลย ไม่ต้องรอมานั่งร่างแผนภาพใหญ่ทีเดียว เพราะจะทำให้เสียเวลาและสับสนได้

6. ระวังรายละเอียดการขีดเส้นใต้คำ
                เช่น การตัดไม้ทำลายป่า(01) ทำให้ที่อยู่อาศัยของสัตว์ลดลง(02) จะเชื่อมโยงไม่เหมือนข้อความ
                 การตัดไม้ทำลายป่า(01) ทำให้ที่อยู่อาศัยของสัตว์ลดลง(02)

7. ดูเส้นที่ลากออกจากตัวเท่านั้น
          เมื่อต้องฝนรหัสคำตอบ ให้ดูเส้นที่ลากออกจากคำหรือข้อความเท่านั้น เช่น มีเส้นที่ลากออกจาก (10) อยู่ 3 เส้นในแผนภาพแสดงว่า เมื่อฝนรหัสคำตอบลงใน ข้อความที่(10) จะต้องมีเพียง 3 รหัสคำตอบเท่านั้น


8. ถ้าคำตอบใดมี 99H แล้วจะไม่มีคำตอบอื่นอีก
          เมื่อมี 99H ในคำตอบใดแล้วจะไม่มี 03D 02A หรือคำตอบอะไรอื่นๆอีกแน่นอน

9. ตรวจสอบคำตอบเมื่อฝนคำตอบ
          ตรวจสอบอีกครั้งก่อนส่งว่าคำตอบที่ฝนรหัสกับแผนภาพที่ร่างไว้นั้นตอบเหมือนกันหรือไม่ เพราะถ้าน้องๆอุตส่าห์ร่างแผนภาพได้ถูกต้องแล้วจะต้องมาเสียคะแนนไปเพียงเพราะฝนรหัสคำตอบผิดคงจะน่าเสียใจไม่ใช่น้อย

6 เคล็ดลับการจำศัพท์ภาษาอังกฤษ


     ในยุคนี้ใครๆก็อยากเก่งภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นข้อได้เปรียบคนอื่นๆใช่ไหมละครับ องค์ประกอบของการเรียนภาษาอังกฤษที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการรู้ศัพท์เยอะ เพื่อที่จะสามารถสื่อสารได้คล่องขึ้น และเขียนได้หลากหลายสถานการณ์มากขึ้นใช่ไหมละครับ คนจำนวนมากที่เรียนภาษาอังกฤษ ก็ยังเผชิญปัญหาว่าจำศัพท์ไม่ได้ จึงทำให้ใช้ภาษาอังกฤษได้ไม่เก่งสักที วันนี้ Top-A tutor ก็มีเคล็ดลับในการจำศัพท์ภาษาอังกฤษให้ได้มาฝากกันครับ ไปดูกันเลย ว่ามีอะไรบ้าง
1. จำจากบทความภาษาอังกฤษ
     เคล็ดลับแรกคือการอ่านบทความภาษาอังกฤษบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือหนังสือภาษาอังกฤษอื่นๆ และเมื่ออ่านแล้วก็จะพบว่าจะมีศัพท์ภาษาอังกฤษบางคำที่เราไม่รู้ความหมาย ก็นำไปเปิดหาความหมายและจดจำไว้ครับ ซึ่งการที่เราอ่านบทความและเจอศัพท์ที่ไม่รู้แล้วนำไปเปิดหาความหมายนั้นจะช่วยให้เราสามารถจำศัพท์ได้นานกว่ามานั่งท่องทีละคำอย่างแน่นอน เพราะเมื่อเจอศัพท์เหล่านี้อีกครั้ง ก็จะจำได้ว่าเคยเจอมาก่อนในประโยคนี้ในบทความนี้ แล้วเราก็จะนึกความหมายออกอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยให้เราสามารถนำไปใช้ได้ดีขึ้นด้วย เพราะครั้งแรกที่เราเห็นศัพท์นั้นเราได้เห็นวิธีการใช้ศัพท์นั้นผ่านประโยคในบทความด้วยนั่นเอง
2. นำมาใช้บ่อยๆ
     หลายๆคนอาจคิดว่าจะนำมาใช้บ่อยๆได้ยังไงในเมื่อประเทศเราทุกคนก็พูดไทยกันหมด จะหาฝรั่งคุยด้วยก็ยาก แต่การนำมาใช้บ่อยๆนั้นอาจไม่ต้องใช้คุยกับฝรั่งเท่านั้นนะครับ แต่รวมไปถึงการคิดเป็นภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อเห็นคนเล่นกีฬาผาดโผน แทนที่จะคิดว่ามันน่าตื่นเต้นมาก ก็คิดกับตัวเองว่ามัน excited มากเลยนะนั่นอะไรลักษณะนี้ก็จะช่วยให้จำศัพท์ได้มากขึ้นไงครับ
3. จำศัพท์เป็นชุดๆ
     การจำศัพท์เป็นชุดๆเช่น ศัพท์ที่มีความหมายเหมือนกัน หรือความหมายตรงข้ามกัน จะช่วยให้สามารถนำศัพท์มาใช้ได้หลากหลายมากขึ้น และจำง่ายขึ้นด้วยครับ เช่น big large enormous huge คำศัพท์เหล่านี้ล้วนแล้วแต่แปลว่า ใหญ่ทั้งนั้น ดังนั้นเมื่อต้องการจะพูดคำว่า ใหญ่ ก็ลองเปลี่ยนไปใช้ศัพท์อื่นๆในชุดเดียวกันก็จะทำให้จำได้มากขึ้นนั่นเอง
4. พกสมุดจดศัพท์สักเล่ม
     ถ้าเป็นไปได้ ลองพกสมุดจดศัพท์สักเล่มติดตัวไว้ดูครับ และเมื่อเจอศัพท์ใหม่ที่ไม่เคยเจอก็จดศัพท์เหล่านั้น พร้อม part of speech และ ตัวอย่างประโยค ไว้ในสมุดด้วย เช่น inevitable (adj.) ex. This car accident is in evitable. เป็นต้น และในทุกๆวันก็นำศัพท์เหล่านี้มาทบทวน และทดลองคิดประโยคที่นำศัพท์เหล่านี้ไปใช้ได้ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้จำศัพท์ได้แล้วละครับ
5. อ่านออกเสียง
    ในการฝึกจำศัพท์ภาษาอังกฤษให้เก่งนั้นวิธีการหนึ่งคือการอ่านออกเสียงครับ ระหว่างที่ท่องศัพท์ ก็ออกเสียงคำศัพท์นั้น และรูปประโยคที่มีการใช้ศัพท์นั้นออกมาด้วย เพราะการอ่านออกเสียงนั้นจะช่วยให้สมองสามารถจดจำศัพท์ได้ดียิ่งขึ้นดีกว่าการอ่านเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังเป็นการทำให้เราสามารถเขียนศัพท์นั้นออกมาได้ถูกต้องมากขึ้นอีกด้วยถ้าเราสามารถออกเสียงคำศัพท์นั้นได้ถูก
6. อย่ารีบร้อน
     ข้อนี้อาจดูเหมือนไม่สำคัญ แต่ในความเป็นจริงแล้วสำคัญมากนะครับ เพราะที่หลายๆคนล้มเหลวในการฝึกภาษา ล้มเลิกความตั้งใจในการฝึกภาษาก็เพราะรีบร้อน คาดหวังว่าเราจะต้องจำศัพท์ได้ ต้องใช้ภาษาคล่องระยะเวลาอันสั้น และเมื่อไม่เป็นอย่างที่หวังจึงท้อ และล้มเลิกความตั้งใจไปในที่สุด แต่การฝึกภาษาหรือทักษะต่างๆต้องใช้เวลาครับ ซึ่งเวลาดังกล่าว ไม่ใช่เป็นวัน เป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือนนะครับ แต่ต้องใช้เวลาเป็นปี และต้องพัฒนา/ทบทวนตลอดชีวิต ถ้าอยากเก่งอยู่เรื่อยด้วยครับ ดังนั้นถ้าอยากเก่งภาษาต้องอย่ารีบร้อน ค่อยๆท่องศัพท์ ค่อยๆฝึกกันไปนะครับ

เทคนิคการสอบสัมภาษณ์ นำไปใช้สอบติดแน่นอน


 
เนื่องจากสมัยนี้มหาวิทยาลัยเน้นการรับตรง โควตาเป็นจำมากดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสอบสัมภาษณ์ บางคนสอบวิชาการขอให้บอกทำได้สบาย แต่พอสอบสัมภาษณ์กลับตกม้าตาย

การเตรียมตัวก่อนสัมภาษณ์
มีคำกว่าว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ดังนั้นเอง เราจะต้องเตรียมหาข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย คณะที่เราจะเลือก รวมไปถึงความรู้รอบตัวทั่วไปที่เกี่ยวกับสาขาวิชานั้นๆ
การแต่งกาย
อันนี้เป็นสิ่งที่เรามองข้ามไปไม่ได้เลย เราควรจะต้องแต่งตัวให้ถูกระบียบทุกประการ เสื้อผ้าไม่จำเป็นต้ิองใหม่แต่ต้องสะอาด ไม่ยับยู่ยี่ สำหรับผู้ชายวันนั้นขอแนะนำให้ตัดผมสั้นหน่อยก็ดี ผู้หญิงก็มัดรวบผมให้เรียบร้อย ไม่จำเป็นต้องวงเเว๊กขัดเงาต่างๆ สำหรับคุณน้องผู้หญิงพวกเครื่องประดับ สร้อยแหวน ข้อมือ ต่างเป็นไปได้ถอดให้หมด น้ำหอมก็ไส่แต่พองาม ใส่มากไปจากหมอจะกลายเป็นฉุน สำหรับเรื่องแต่งหน้าเเปะแป้งธรรมดาก็ไป ไม่ต้องเขียนขนตา ทาปากเหมือนกับไปเที่ยวสยามนะครับอิอิ
ควรเตรียมอะไรไปบ้าง
เราควรจะเตรียมเอกสารทั้งหมดก่อนวันสัมภาษณ์นะครับ ไม่ใช่ไปเตรียมตอนรุ่งเช้าแบบนี้จะยุ่งมากทำให้เราไปสายได้ การเตรียมเอกสารก็ควรหาเเฟ้มที่มีหลายช่องเพื่อจะได้แยกเอกสารแต่ละชนิด จะได้หาได้ง่ายเวลานำออกมาใช้ รูปถ่าย gpa หลักฐานต่างๆ รวมทั้ง ปากกาและก็ที่ลบคำผิด จะได้ไม่ต้องยืมคนอื่นเหมือนตอนอยู่โรงเรียนนะ 555
คืนก่อนสัมภาษณ์
ก็ตามสูตร ดื่มวีต้าแล้วไปนอนซะแล้วก็รีบนอน ( หลายคนระวังตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ ก็พยายามนับเเกะเอานะครับ ) โดยพยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจี๊ดจ๊าดต่างๆ ตั้งแต่ก่อนวันสัมภาษณ์ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา โจรโผกผ้าเหลืองบุก ( ท้องเสีย) ถ้ามีสัมภาษณ์ตอนประมาณช่วงเช้ายังไงก็ควรกินอาหารเช้าด้วยนะครับเพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้องและเลี่ยงปัญญาท้องร้องตอนสัมภาษณ์ = = สำหรับอาหารก็ควรทานอาหารจำพวกย่อยง่าย เช่นโจ๊ก งดอาหารพวกนมและของมันและครื่องดื่มจำพวกน้ำอัดลมเพราะจะทำให้ท้องอืดและมีอาการเรอได้ และควรเขี้ยวอาหารให้ระเอียด (ท่าทางจะแนะนำอาหารละเอียดเกินไป)
เดินทางไปถึงที่สัมภาษณ์
ต้องหาข้อมูลให้ชัดเจน และต้องแน่ใจว่าเขานัดสัมภาษณ์ที่ใด ถ้าไม่แน่ใจให้เดินทาง ไปดูล่วงหน้าก่อน แต่ที่ดีที่สุดควรเดินทางไปถึงที่สัมภาษณ์ล่วงหน้าประมาณสัก 15 นาที จะทำให้เรามีสมาธิ และมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น แต่ถ้าไปถึงล่วงหน้าเป็นชั่วโมง ก็ดีแต่อาจจะทำให้คุณรอนานอาจเกิดความหงุดหงิด เสียสมาธิได้ และควรไปคนเดียว ถ้าไม่จำเป็นอย่าพาผู้อื่นไปด้วยเยอะจะทำให้เราพะวง เห็นหลายคนยังไปปิกนิกเล่นพามาทั้งครอบครัว กำลังใจเพียบ 5555 ครอบครัวเรามันช่างอบอุ่นอะไรเช่นนี้ อ๋อแล้วอีกอย่างผู้ติดตามก็ควรแต่งกายสุภาพด้วยนะครับ
นั่งรอสัมภาษณ์
ช่วงก็พยายามทำใจให้สบาย นึกถึกพ่อเเก้วแม่เเก้วไว้ อย่าทำหน้าเหมือนไม่ได้อึมาหลายวันหละ และก็ควรจะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ด้วยการทบทวนความรู้รอบตัวต่างๆ ถ้าได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ก็ควรพูดคุยด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มสดใส อ๋อระหว่างนั่งรอก็นั่งให้มันเรียบร้อยหน่อยครับ อย่ากระดิกเท้า นั่งถ่างขา นั่งยืดขา แขะขีมูกด้วย 555 อ๋อก่อนเข้าห้องอย่าลืมปิดมือถือให้เรียบร้อย = =
เมื่อถูกเรียกตัวเข้าสัมภาษณ์
ก่อนเข้าห้องสัมภาษณ์ลองหายใจลึก ๆ แต่อย่ามากอาจหน้ามืดก่อน (และก็ควรบอกกับตัวเอง เรายอด เราเยี่ยม เราทำได้ สร้างขวัญและกำลังใจ ห้ามคิดเด็ดขาดว่าตัวเองจะทำไม่ได้ ok ) และก็เดินลุกอย่างสง่างามเขาไปที่สัมภาษณ์ ถ้ามีประตูควร เคาะ ประตู เสียก่อน ตามมารยาท ยกมือวันทาด้วยท่าทางสุภาพ ควรไหว้ประธานหรือผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดเพียงผู้เดียวถ้านั่งอยู่หลายคน โดยทั่วไปมัก นั่ง ตรงกลาง เรื่องนี้ ใช้ไหวพริบเองก็แล้วกัน อย่าเพิ่งนั่งจนกว่าจะได้รับอนุญาต หรือ คำเชิญจากผู้สัมภาษณ์ แต่ถ้รู้สึกว่าลมมันเย็นหรือยืนนานเกินไปแล้วผมว่าเราอณุญาตินั่งก็ได้ กล่าวขอบคุณครับ แล้วเราก็นั่งให้หัวใจเต้นเบาลง ตั้งสติก่อนสตารท์เอ๋ยก่อนสัมภาษณ์ พอนั่งแล้วก็จัดวางตัวเองอยู่ในที่เรียบร้อย หลังห้ามงอ หน้ามองตรง และที่สำคัญ ยิ้มสยาม
การวางตัวในขณะสัมภาษณ์
ทำหน้ายิ้มไว้ สบสายตาผู้สัมภาษณ์มีหลายคนชอบมองเพดานหรือมองหาเศษเหรียญตามพื้นถ้าโชคดีอาจจะได้เจอแบงค์พันก็ได้ 555 ถ้าคนสัมภาษณ์มีหลายคนก็ควรแจกจ่ายสายตาให้ทั่วถึงด้วยแต่ก็เน้นไปที่คนใหญ่คนโต ควรนั่งในท่าสุภาพ ไม่เกร็ง วางแขนไว้ที่ตัก อย่าสั่นขา การตอบคำถามควรลงท้ายด้วย "ครับ", "ค่ะ" เสมอ ไม่ควรตอบเฉพาะคำถามห้วนๆ ไม่ควรพูดสอดแทรกในขณะที่ผู้สัมภาษณ์กำลังพูด ถ้าอาจารย์เกิดแนะนำตัวเองด้วยการบอกชื่อขึ้นมาน้องควรจะจำให้ได้ แล้วต่อไปก็ต้องเรียกชื่อของอาจารย์ ( ส่วนใหญ่คนสัมภาษณ์จะไม่ค่อยบอกชื่อตัวเอง ถามชื่อคนอื่นไม่บอกชื่อตัวเอง ไม่มีมารยาทเลยเนอะ ฮาฮา )
การตอบคำถาม
จงตอบคำถามด้วยความมั่นใจ ฉะฉาน พูดให้เป็นธรรมชาติด้วยเสียงที่พอเหมาะอย่าค่อย หรือดังเกินไป จงพูดเท่าที่จำเป็นอย่าคุยโม้โอ้อวด หรือถ่อมตนมากเกินไป ห้ามพาดพิงให้ร้ายพูดถึงคนอื่นในแง่ลบ จงพูดในสิ่งที่เป็นความจริงและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคำถามและเป็นประโยชน์ สำหรับคุณให้มากที่สุด ดังนั้นเราก็ควรจะฝึกพูดกับตัวเองหรือหน้ากระจกด้วยนะครับ เพื่อจะได้ไม่ประม่า และก็หลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์เฉาพกลุ่มต่างๆนานา เช่น มันเริ๋ดจริง ด๋อย เกรียน สมัยนี้คงไม่มีใช้คำว่าจ๋าบละมั้งสมัยก่อนฮิตกันมาก = = แล้วอีกอย่างคือห้ามเถียง ถึงเถียงชนะแต่เราก็อาจจะสอบไม่ติดได้ = = การตอบคำถามทุกคำถามควรจะพูดความจริง เพราะว่าคนสัมภาษณ์เขามีประสบการณ์เ้ยอะ ( ก็อายุเยอะแล้ว ) ดังนั้นถามถ้าเราโกหกอะไรไปพวกเขาจะจับผิดได้ 99% ยกเว้นน้องจะมีความวชาญพิเศษในด้านก็ตามแต่ก็ไม่ควรจะเสี่ยง
คำถามยอดฮิต
1. เล่าประวัติแบบย่อ ๆของคุณให้ฟังหน่อยครับ / แนะนำตัวให้กรรมการฟังหน่อยครับ ถามมาแบบนี้ จะถามทำไม ก้อดูเอาในประวัติสิคับ-----อย่าตอบไปเด็ดขาดเลยนะ เหอๆ (คิดในใจก้อพอ) ที่เค้าถามน่ะเพื่อดูภาพรวม, การแสดงความคิดเห็นของตนเอง ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องง่าย เราก็ควรจะจัดลำดับคำตอบให้ดีนะ เรื่องของตัวเอง Present ให้เต็มที่เลย แต่ทว่า อย่าไปพูดวกไปวนมา หรือยืดยาวจนเกินไปนะ!!!! แนวๆประมาณ ชื่อ.....ชื่อเล่น.....มาจากรร.ไร.....ความสามารถพิเศษ.....หรืออย่างอื่นที่เราคิดว่าเป็นจุดเด่นของตนเองประมาณเนี้ยยย ดังนั้นควนจะฝึกมาตั้งแต่ที่บ้านนะครับ
2.เหตุผล ทำไมๆๆ ถึงเลือกเรียนที่นี่ สาขานี้ ในการตอบนั้น แต่ละคนอาจจะมีลักษณะคำตอบที่แตกต่างกัน แนวทางของคำตอบนั้น พยายามตอบเป็นกลางๆ คือไม่ได้ฟังดูดีมาก หรือห้วนจนเกินไป เพื่อความเป็นธรรมชาติ และไม่ดูเป็นสคริปต์มากนัก และที่สำคัญ ควรตอบคำถามทุกคำถามด้วยถ้อยคำชัดเจนและสุภาพ เพื่อแสดงความมั่นใจในตัวเองและความเคารพต่อกรรมการ
3. วิชาที่ชอบและไม่ชอบ
4. อาชีพในฝัน
5. ถ้าไม่ได้เรียนที่นี่ในคณะนี้ จะเรียนที่ไหน
6. ถ้าเรียนแล้วรู้ตัวว่าคณะนี้ไม่ใช่จะทำอย่างไร ( ตอบยากมาก )
7. เรียนหนักนะจะไหวหรอ บอกไปเลยว่าจะพยายามให้ดีที่สุดถ้าได้โอกาศเข้าเรียน อย่าโม้เช่นว่า อย่างผมนะเก่งอยู่แล้วไม่มีอะไรยากสำหรับผม 55
8. ถ้าอาจารย์ถามถึงข้อเสียของเรา เช่นเคยทำอะไรให้พ่อแม่เสียใจบ้าง เคยสร้างวีระกรรมอะไรไว้บ้างก็ ตอบตามความจริง เพราะอาจารย์บางคนจะไล่ถามถ้าเราแต่งเองก็จะจนมุมในที่สุด
เจออาจารย์กวนปราสาท ( Edit1 )
อันนี้หลายคนจะโดนเพราะอาจารย์ต้องการรู้ถึงจิตใจว่าทนต่อแรงเสียดสี กดดันต่างๆได้มั้ย โดยอาจารย์หลายท่านอาจจะทำพูดแล้วแสดงออกทางเสียง รวมถึงหน้าตาด้วย ( ดูแล้วมันก็น่ากืนตวน ยิ่งนัก ) แต่น้องก็เย็นๆไว้นะโยม ถ้าตบะแตกขึ้นมาก็จบเหตุ บางคนคะแนนข้อสอบเทพมากแต่เจออาจารย์แซวนิดแซวหน่อย ฟิวส์ขาด อย่างเช่น เธอคะแนนน้อยมาก ไม่รุ้ฝ่ายพิจารณ์จะเรียก เธอมาสัมภาษณ์ทำไมนิ ( ตูจะรู้หรอ ก็คุณ ก็เรียกมาเองนิ xxx )
คะแนนน้อยแบบนี้เรียนไปก็ซิ่ว เราก็ต้องตอบอย่างใจเย็นว่า ถึงตอนนี้คะแนนน้อย แต่หนูคิดว่าหนูจะพัฒนาได้ดีกว่านี้ หนูจะตั้งใจให้มากขึ้น ขอแค่ได้มีโอกาศสักครั้ง นะคะ
ถ้าพบกับคำถามที่ตอบไม่ได้
จงอย่าอ้างว่าไม่ได้เรียนมาและอย่าแสดงสีหน้าตกอกตกกใจจนเกินเหตุ ( คิดในใจได้ซวยแล้วตู T__T) เขาอาจจะอยากลองดูไหวพริบการแก้ปัญหาของคุณ อันนี้อย่าตอบมั่วเด็ดขาด ยอมรับซะว่าไม่ทราบจริง ๆ และจะไปสืบค้นหาคำตอบภายหลัง ซึ่งแสดงว่าคุณเป็นผู้ใฝ่รู้ (ต้องทำจริง ๆ นะ) อย่าขอเปลี่ยนคำถามหรือขอผู้ช่วยเพราะไม่ใช่เกมโชว์ ( ความจริงมันก็ทำให้การสัมภาษณ์มีสีสันนะครับ แต่จะกลายเป็นตลกไม่ออก เหอะ ๆ )
สุดท้ายเมื่อจบการสัมภาษณ์ ไม่ว่าเราจะตอบได้ดีหรือไม่ดีก็ตามก็ยิ่มหวานๆ ยกมือไหว้ แล้วก็ออกจากห้องอย่าลืมเก็บเก้าอี้ให้เรียบร้อย

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2558

10 อันดับอาหารที่ชาวต่างชาติชื่นชอบ

1.ผัดไท
2.แกงเขียวหวานไก่
3.ต้มข่าไก่
4.ต้มยำกุ้ง
5.ต้มยำไก่
6.พะแนง
7.หมูสะเต๊ะ
8.ส้มตำ
9.ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์
10.ปอเปี๊ย

10 ภาษาน่าเรียนที่เก่งแล้วทุกองค์กรอยากคว้าตัว

1.ภาษาจีนกลาง
2.ภาษาสเปน
3.ภาษาญี่ปุ่น
4.ภาษาโปตุเกส
5.ภาษาเยอรมัน
6.ภาษาอาหรับ
7.ภาษาฝรั่งเศส
8.ภาษารัสเซีย
9.ภาษาเกาหลี
10.ภาษาอินดี

Mes dernières vacances

Pendant mes dernières vacances, j'ai visité Bangkok. j'ai fait du shopping, je suis allée à la mer. Avec ma mère, nous avons mangé du steak. Enfin j'ai fait des offrandes.

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ประโยชน์ของยาสีฟัน

1.ทำความสะอาดเครื่องประดับ
2.ลบคราบสกปรกบนผ้า
3.ทำความสะอาดครอบไฟรถยนต์
4.ขจัดคราบบริเวณยางรองเท้า
5.ปกปิดรอยพื้นผิววัสดุ
6.ทำความสะอาดห้องน้ำ
7.ลบรอยขูดขีดบนแผ่นซีดี
8.ล้างทำความสะอาดมือ
9.ทำความสะอาดเตารีด
10.ทำความสะอาดเครื่องเงิน